บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บ้านนี้ DIY. (Do It Yourself)


รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด

จากคอลัมภ์ “ฉลาดใช้”ขนาดกะทัดรัด  ในหนังสือนิตยสารพลัง+งาน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเหมือนตัวเองถูกบรรจุอยู่ในหลอดยาสีฟันที่ “ปิดฝา”   แม้จะมีจดหมายจากแฟนๆมาช่วยสร้างความกระชุ่มกระชวย แต่ก็ยังไม่สามารถกระดิกกระเดี้ยยืดแขนกางขาออกไปไหนได้มาก ทำให้ผู้เขียนต้องลดละเลิกสิ่งที่อยากจะบอกจำนวนมากให้ออกมาอยู่ในพื้นที่ 2,750 คำรวมช่องว่างที่มีให้ในแต่ละฉบับ   
มีของดีก็อยากแบ่งปัน เขาไม่ให้พื้นที่เพิ่ม เราก็ดิ้นรนหาพื้นที่ขยับขยาย ถ่ายทอดความคิดของเราออกไป  จากจุดเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก คิดเองทำเอง กลายเป็นคิดเองบอกต่อผ่านบล็อกเล็กๆชื่อ  “บ้านต้นคิดทิพย์ธรรม” (http://tonkidthipdhama.blogspot.com)  
เหมือนหลอดยาสีฟันที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อยา พอเปิดจุกออกครั้งแรกปลายเดือนเมษายน 2554 ก็พรั่งพรู ออกมาถึง 10 บทความ
ทีแรกผู้เขียนก็ลุ้นอยู่ว่า จะมีใครเข้ามาดูมั๊ยน้อ  แม้จะไม่มีแฟนเพจกด Like  และไม่มีใครเม้นออกนอกหน้า(เพจ) แต่ก็อดแอบปลื้มใจอยู่เล็กๆไม่ได้ ที่มีแฟนๆ คนไทยที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศซะส่วนใหญ่ ได้แสดงตนกับคุณสามีว่า “ติดตามบล็อกของภรรยาอาจารย์อยู่นะคะ”  รวมถึงยังมีพ่อแม่ของเพื่อนลูก ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เข้ามาพูดคุย และถามไถ่ในเรื่องต่างๆ ที่เขียนไป  บางท่านก็แสดงเจตจำนงขอมาเยี่ยมบ้านด้วย
ก้อไม่รู้ใครไปแอบบอกต่อ (ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย) ทำให้มีสื่อทีวีสนใจมาเยี่ยมชมและขอถ่ายทำไป 3 รายการ  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจก็ไม่น้อยหน้า จัดให้เต็มๆ 1 หน้า  เกษตรกรรมธรรมชาติก็ลงไปคอลัมภ์ใหญ่  สวนผักคนเมือง(คนที่เคยให้รางวัลสวนผักนักทดลอง) ก็จัดทำหนังสือให้ แถมเทศบาลปากเกร็ด ก็ขอเชิญเป็นวิทยากรให้บรรดาคนคอเดียวกัน ทางคณะสถาปัตย์  ธรรมศาสตร์ จัดคลาสให้นักศึกษาอีก ...ยังมีหลายที่
มาถึงวันนี้ ชักได้ใจ ผู้เขียนจึงลงมือรวมเล่มบทความออกมาเป็นหนังสือ “บ้านนี้ D.I.Y.”  เพื่อให้บรรดาเพื่อนๆผู้สนใจ ทั้งที่เข้าเน็ตได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้อ่านกัน รวมถึงจะซื้อเป็นของขวัญของฝาก เพื่อร่วมเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ความคิดและชวนกันมาทำสิ่งดีๆเพื่อสุขภาพ ครอบครัวและสิ่งแวดล้อม แบบสนุกสนานร่วมกัน ..ใครไม่ซื้อไม่ว่า ยังอนุญาตให้อ่านบล็อกต่อได้เพราะนั่นเป็นความตั้งใจเดิมอยู่แล้ว  แต่ถ้าอยากอุดหนุนเพิ่มเติมหล่ะก้อ  ดูรายละเอียดด้านล่างเลยค่ะ 
และข้อมูลความคืบหน้าล่าสุด ก็คือ ข่าวดีที่ว่าหนังสือ "บ้านนี้ DIY" เล่มนี้ 
ได้รับรางวัล "หนังสือดีเด่น" ลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 15 เมื่อเดือน พย. ปี 2556 คะ
ท้ายนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาร่วมเก็บเกี่ยวประสบกาณ์ไปด้วยกัน โดยเฉพาะขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับทุกท่านที่ได้สนับสนุนหนังสือของเราทั้งก่อนหน้าที่จะได้รับรางวัลและหลังจากนี้ต่อไปค่ะ







ตัวอย่างบทที่  1และ2



ค่าหนังสือเล่มละ 200 บาท ค่าไปรษณีย์ 35 บาท (กรณีส่งหลายเล่มค่าไปรษณีย์จะลดลง)







สามารถสั่งซื้อได้ที่ Fb: Tif Suk  , Fb: บ้านต้นคิด
หรือ e-mail : tiffunnies.hppf@gmail.com

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร  คุณทิพย์ 086-8833019
ขอขอบคุณมาล่วงหน้า ณ โอกาสนี้ค่ะ

อ้อ !!  หากสะดวกจะรับที่มูลนิธินโยบายสุขภาวะ  รร.เพลินพัฒนา และภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรฯ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน ก็ไม่ต้องเสียค่าจัดส่ง ขอให้นัดหมายล่วงหน้าที่คุณทิพย์ ตามเบอร์โทรข้างต้นค่ะ

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ออกกำลังกายแบบใด ลดไขมันได้และสร้างมันสมองเพิ่ม



รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด

เคยไหมที่ทำอะไรก็เพื่อคนอื่น  ตั้งใจเรียนก็เพื่อแม่  ขยันทำงานก็เพื่อลูก  แต่งตัวสวยก็เพื่อให้คนอื่นมอง  แล้วเคยทำอะไรเพื่อตัวเองกันบ้างไหม  วันนี้ เราขอเชิญชวนคุณมา “ทำอะไรเพื่อตัวเอง” ดูกันบ้าง  เจ้า ”อะไร”  ที่ว่าเนี่ย จะทำให้คุณเองเป็นคนที่ สวย ฉลาด แข็งแรง คล่องแคล่ว และพร้อมจะทำอะไรๆ เพื่อคนอื่นได้อีกนานเลย

            เจ้าอะไรที่ว่าก็คือ “การออกกำลังกาย” นั่นเอง  ไม่ยากใช่เปล่า  แต่รู้ไหมเรามักได้ยินคำพูดนี้เสมอ “ไม่ค่อยมีเวลา , เหนื่อย , ไว้ก่อน , ทำงานหนักได้เหงื่ออยู่แล้ว.....ฯลฯ”  ซึ่งผลการสำรวจของอัตราการออกกำลังกายของคนไทยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2550 (ตารางที่ 1)  ก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของน้องๆที่ออฟฟิตซึ่งส่วนใหญ่ สังกัดช่วงวัยรุ่นตอนปลาย เข้าวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ก็เห็นคว้าน้ำเหลวกันหลายรอบเลยค่ะ สังเกตได้จากอุปกรณ์กีฬาที่ซื้อๆกันมา ไม่ว่าจะเป็นไม้แบต รองเท้าวิ่ง ชุดว่ายน้ำ  ฮูลาฮุก ฯลฯ เฮ้ย ถ้าขืนยังเป็นอย่างนี้ต่อไป มีหวังได้ใช้เงินเก็บเพื่อรักษาตนเองแน่นอน

ผลสำรวจอัตราการออกกำลังกายของประชากรอายุ 11 ปีขึ้นไป ใน 2550 
โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ [1]

อายุ (ปี)
ร้อยละของประชากร
11-14
73
15-24
45
25-59
20
60 ปีขึ้นไป
28


            ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขพยายามเชิญชวนให้คนรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย แทนการซ่อมสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย เพื่อลดรายจ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ  เช่นเดียวกับที่ สสส. โหมโฆษณาให้คนออกกำลังกายกันมากขึ้นภายใต้สโลแกน  “แค่ขยับ เท่ากับออกกำลังกาย”  แต่หลายคนก็ตั้งคำถามว่า “แค่ขยับจริงหรือ ?
อันที่จริง เขาต้องการสื่อว่า การเคลื่อนไหวออกแรงแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีประโยชน์แล้ว แต่ยิ่งออกกำลังกายมากจะยิ่งเกิดประโยชน์มากขึ้น  โดยการเคลื่อนไหวที่ดีควรต้องเกิดจากการทำงานของร่ายกายโดยใช้กล้ามเนื้อโครงสร้าง และทำให้มีการใช้พลังงานของร่ายกายมากกว่าขณะพัก  ดังนั้น การเคลื่อนไหวในอิริยาบทไหนๆก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับการออกกำลังเคลื่อนไหวร่างกายที่มีการวางแผนหรือมีแบบแผนของกิจกรรมที่กระทำซ้ำๆหรือสม่ำเสมอ  (เช่น วิ่ง) ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินขึ้นบันได ล้างรถ กวาดสนาม ล้วนได้ออกกำลังกายทั้งสิ้น [2]

กระติ๊บกับงานศิลปะบนสนามและออกกำลังกายไปพร้อมกัน

            แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์การกีฬาแล้ว การออกกำลังกายที่ดีจะต้องทำให้เกิดทั้งสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ และสมรรถภาพทางกายเพื่อทักษะ [3]

สมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ คือ ความสามารถของร่ายกายในการที่จะทำให้บุคคลมีสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากการออกกำลังกาย ประกอบไปด้วย ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ  ความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ  ความอ่อนตัว  และส่วนประกอบของร่างกาย

สมรรถภาพทางกายเพื่อทักษะ หมายถึง ความสามารถของร่างกายที่ช่วยให้บุคคลสามารถประกอบกิจกรรมทางกายได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเล่นกีฬา มีองค์ประกอบ 6 ด้าน คือ ความคล่องแคล่วว่องไว  ความสมดุล  การประสานสัมพันธ์  การทรงตัว  พลังกล้ามเนื้อ  และปฏิกิริยาตอบสนอง

ความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจคือทำกิจกรรมได้ต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยปราศจากความเหน็ดเหนื่อย  สามารถทดสอบความอดทนโดย การวิ่งระยะทาง 1 กม.

ความแข็งแรงและอดทนของกล้ามเนื้อ จะช่วยทำให้สามารถประกอบกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น สามารถทดสอบได้โดย ใช้วิธีลุกนั่ง  (Sit-up) เพื่อทดสอบความอดทนของกล้ามเนื้อท้อง

ความอ่อนตัว คือการที่กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆภายในร่างกายที่เคลื่อนไหวยืดเหยียดและโค้งงอได้มากที่สุด โดยไม่เกิดอาการเจ็บปวด การทดสอบสามารถทำได้โดย การนั่งงอไปข้างหน้า

การวัดส่วนประกอบของร่างกาย เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับส่วนสูง แล้วนำไปเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน หรือที่เรียกว่าการทดสอบค่าดัชนีมวลกาย (BMI :Body mass index)

ดังนั้น การออกกำลังกายที่ถูกวิธีและถูกขั้นตอนจะช่วยทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้น  หรือที่เรียกว่า “FITT”  เกิดขึ้น  ไม่ใช่ฟิตแบบใส่เสื้อผ้าตัวเล็กๆนะคะ แต่หมายความว่าต้องเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสม  ซึ่งคำว่า FITT ก็ย่อมากจาก Frequency Intensity Time และ Type ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายที่ดีจะต้องมีความถี่พอสมควร มีความหนักหน่วงเพียงพอ  มีระยะเวลาพอเหมาะ ขึ้นกับประเภทของกีฬานั้นด้วย

Frequency
ความถี่หรือความบ่อยของการออกกำลังกาย ควรทำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง/สัปดาห์
Intensity
ความหนักในการออกกำลังกาย ขึ้นกับอายุและเป้าหมายในการออกกำลังกาย โดยคิดเป็นสัดส่วนของอัตราการของหัวใจสูงสุด
-อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด = 220-อายุ (ปี) = จำนวนครั้ง/นาที (100%)
-ออกกำลังกายช่วงการเผาผลาญไขมัน  ความเหนื่อยที่ 55-60 % ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด
-ช่วงเพิ่มสมรรถภาพหัวใจ ความเหนื่อยต่ำสุดและสูงสุดอยู่ที่ 65-85 % ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด
Time
ระยะเวลาในการออกกำลังกาย จะต้องมีเวลาที่เพียงพอจึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งระยะเวลาของการออกกำลังกายขึ้นกับรูปแบบของการออกกำลังกาย โดยทั่วไประยะเวลาที่สามารถพัฒนาระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจอยู่ที่ประมาณ 10 นาทีขึ้นไป
Type
ชนิดหรือประเภทของกิจกรรมที่เลือกในการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ

            คงไม่ต้องมาถกเถียงกันให้ปวดหัวใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบไหนล้วนได้ประโยชน์ทั้งสิ้น  อย่างไรก็ดี งานวิจัยจากสวีเดนซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ และมหาวิทยาลัยจอร์เจียสหรัฐอเมริการะบุว่า  การออกกำลังกายมีผลทำให้สมองเจริญเติบโต  โดยในขณะที่ออกกำลังกายสมองจะหลั่งสารบางอย่างออกมา ส่งผลให้เซลล์ประสาทแข็งแรงกว่าเดิม  และสมองทำงานดีขึ้น  ซึ่งส่งผลต่อการมีสมาธิและผลการเรียนของเด็กๆ  รวมถึงไอคิว แต่ทั้งนี้ การออกกำลังกายที่ทำให้ชีพจรเต้นแรงจะให้ประสิทธิผลมากกว่าการออกแรง (เช่น วิ่ง ดีกว่ายกน้ำหนัก)[4]

            นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วประมาณ ร้อยละ 60-75 ของอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจในผู้สูงอายุ จะทำให้ยีนในเซลประสาทมีการทำงานและหลั่งสาร BDNF (brain derived neurotrophic factor) ซึ่งมีส่วนทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ความจำดีขึ้น  และการออกกำลังกายเป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันคราบพลัก(ชิ้นส่วนโปรตีนที่เกาะตัวกันเป็นกลุ่มๆ)ที่จะมาก่อตัวบนเซลประสาทซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

           อย่างไรก็ดี แพทย์จากมลรัฐวิสคอนซินสหรัฐอเมริการะบุว่า หลังอายุ 30 ปีไปแล้วคนเราจะมีพลังลดลงร้อยละ 1 หรือเมื่ออายุ 60 ปี พลังของเราจะลดลงร้อยละ  30 ของขณะที่อายุ 30 ปี ดังนั้นหากยิ่งขาดการเคลื่อนไหวในวัยหนุ่มสาวจะยิ่งทำให้พลังช่วงบั้นปลายมีสะสมน้อยลง แต่สำหรับผู้ที่เลยวัย 30 ไปแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะไม่มีอะไรที่สายเกินไปสำหรับคนที่ตั้งใจเปลี่ยนแปลง

           มาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงเห็นความสำคัญของ “การทำอะไรเพื่อตัวเอง” ด้วยการ “ออกกำลังกาย” ขึ้นบ้าง จะเลือกวิธีไหนก็สร้างประโยชน์ให้กับตัวเองทั้งนั้น อยากได้งาน ได้กล้ามเนื้อ หรือได้สมองก็เลือกได้ จะเลือกวิธีเดียวหรือผสมผสานกันหลายวิธีก็(อร่อย)ดีไปอีกแบบ คล้ายๆคอกเทล   แต่ที่แน่ๆ และสำคัญกว่า “การเลือกวิธีไหน” ก็คือ ต้องเลือก “เริ่มทำตั้งแต่วันนี้” จะดีที่สุด เพราะเวลาของเราทุกคนเหลือน้อยลงทุกวัน

เสื้อขาวลดไขมัน เสื้อเขียวเพิ่มมันสมอง






[1] สำนักงานสถิติแห่งชาติ “การสำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากรปี 2550 http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/service/survey/excercise50.pdf

[2] โครงการพัฒนาเครือข่ายระดับสากลของ แผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ, สสส . “ขยับ กระฉับกระเฉง เพื่อสุขภาพที่ดี”
[3] กิตติ ปรมัตถผล และคณะ , 2552  หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
[4] นิตยสาร science illustrated เดือนตุลาคม 2012 “ออกกำลังกายให้ชีพจรเต้นแรงช่วยเสริมพลังสมอง”

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กระดาษหน้าที่ 4



รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด

กว่า 5,000 ปีมาแล้วที่มนุษยชาติได้เรียนรู้และพัฒนาการผลิตกระดาษอย่างต่อเนื่อง  กระดาษจึงนับว่าเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงเพราะว่าครองใจผู้ใช้มาตลอด และมีแนวโน้มที่จะใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายและในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ  แต่เราหารู้ไม่ว่า  ในความต้องการใช้นั้น เรากลับต้องแลกมาด้วยปัญหาจากการผลิตและการใช้ที่มากขึ้น  จะดีกว่ามั๊ย หากเรามาทำความรู้จักกระดาษให้มากขึ้น เพื่อที่จะเรียนรู้การใช้งานมันอย่างคุ้มค่าและสร้างปัญหาให้น้อยลง
         
         ถ้าไม่นับปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต กระดาษน่าจะจัดเป็นสิ่งประดิษฐ์ 1 ใน 5 ที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำประวันของมนุษย์เรามากที่สุด  เราใช้กระดาษทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระดาษชำระ หนังสือพิมพ์ กระดาษเขียน บรรจุภัณฑ์ วัสดุเพื่อการตกแต่ง  กันกระแทก กันเสียงสะท้อน หรือแม้แต่การมวนบุหรี่  และเพื่อการแลกเปลี่ยน
         
         กระดาษที่เราใช้กันในปัจจุบันมีรูปร่างหน้าตาและวิธีการผลิตที่ต่างจากอดีตเมื่อครั้งเริ่มต้นอย่างมาก  มีการบันทึกว่าชาวอียิปต์ได้ใช้ต้นกกชนิดหนึ่งในการผลิตวัสดุสำหรับใช้เขียนเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อนโดยเรียกมันว่า Papyrus ซึ่งเป็นที่มาของรากศัพท์ของคำว่า Paper ที่ใช้กันในปัจจุบัน ส่วนคำว่า “กระดาษ” ไม่ใช่คำไทย แต่สันนิษฐานว่าเป็นคำที่แปลงมาจากภาษาโปรตุเกสว่า Cartas เข้าใจว่าโปรตุเกสคงเป็นผู้นำกระดาษแบบฝรั่งเข้ามาพวกแรกในสมัยอยุธยา คำว่ากระดาษจึงมีใช้ติดปากมาตั้งแต่สมัยนั้น1  ถ้าเป็นดั่งนั้นก็ต้องขอบคุณชาวโปรตุเกสไว้ ณ ที่นี้ ที่ทำให้การบันทึกเรื่องราวในอดีตของไทยทำได้ง่ายขึ้นจากการที่ต้องบันทึกลงในแผ่นหินและฝาผนัง

วิธีการทำ Papyrus ก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อนนักแค่นำต้นกกฝานจนเป็นแผ่นบางแล้วนำมาเรียงขวางสลับกันอย่างเป็นระเบียบและนำมาบทอัดจนแน่นพร้อมทั้งทำให้แห้งโดยการตากแดด ต่อมาได้มีการพัฒนาการผลิตกระดาษขึ้นซึ่งเป็นต้นตำรับที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยนักประดิษฐ์ชาวจีนซึ่งได้นำเศษแหเก่าๆ เศษผ้าขี้ริ้ว ตลอดจนเศษพืช นำมาต้มและทุบให้เปื่อย เมื่อนำมารวมกับน้ำก็จะเป็นเยื่อกระดาษ (Pulp) นำเยื่อกระดาษ ดังกล่าวมาเกลี่ยบนตระแกรงตามแนวนอนปล่อยให้น้ำไหลออกจากตระแกรงแล้วนำมาบทอัดให้แห้ง  ซึ่งเส้นใยที่ได้จะถูกวางอย่างไม่เป็นระเบียบ จึงมีผลทำให้กระดาษที่ได้มีความเหนียวกว่า2

ในปัจจุบันกระบวนการผลิตกระดาษได้มีความรุดหน้าไปมาก มีการใช้เครื่องจักรและวิธีการผลิตที่ทันสมัย และผลิตกระดาษได้หลายรูปแบบ และสีสันเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน และมีการเติมสารอื่นๆ อีกหลายอย่าง  เช่น "ผงแร่สีขาว" เพื่อให้กระดาษเรียบขึ้น ผิวขาวสว่างขึ้น , "สารต้านการซึมน้ำ" ทำให้กระดาษไม่เปียกน้ำได้ง่าย, เติม "แป้ง" เพิ่มความเหนียวของกระดาษ และสารเคมีอื่นๆ อีกหลายชนิด เพื่อให้ได้กระดาษมีคุณสมบัติตามที่ต้องการ  โดยส่วนประกอบหลักของกระดาษจะเป็นส่วนที่เป็นเส้นใยหรือเรียกกันว่า "เยื่อกระดาษ" ประมาณร้อยละ 70-95 แล้วแต่ชนิดของกระดาษ  ซึ่งเยื่อกระดาษจะประกอบด้วยเยื่อ 2 ชนิด คือ "เยื่อใยยาว" มีลักษณะหยาบ มีความแข็งแรงสูง ทำมาจากเนื้อไม้อ่อนเมืองหนาว ได้แก่ ไม้พวกสน และสปรูซ ซึ่งต้องนำเข้าจากเมืองนอก ส่วนเยื่อกระดาษอีกชนิดหนึ่งคือ "เยื่อใยสั้น" มีลักษณะละเอียด ไม่แข็งแรง แต่ทำให้กระดาษแน่น เรียบ ทำมาจากไม้เนื้อแข็งเมืองร้อน เช่น ยูคาลิปตัส กระถินเทพา เบิร์ช แอสเพน เป็นต้น 3


ในกระบวนการผลิตกระดาษนั้นมีขั้นตอนที่สำคัญอยู่ 5 ขั้นตอนใหญ่ คือ การผลิตเยื่อ (pulping) การเตรียมน้ำเยื่อ (stock preparation) การทำแผ่นกระดาษ (papermaking)  การปรับปรุงคุณสมบัติกระดาษขณะเดินแผ่น (web modification)  และการแปรรูป (converting)  ซึ่งในแต่ละขั้นตอนก็จะมีหลายวิธีในการผลิตขึ้นกับเป้าหมายการผลิตนั้น  เช่น  การผลิตเยื่อ เป็นการแยกเส้นใยออกมาจากองค์ประกอบอื่นของไม้ ทำได้ทั้งโดยวิธีเคมีและเชิงกล  เส้นใยที่ได้จะมีคุณสมบัติต่างกัน ทั้งความยาว ความนุ่ม สี และความสมบูรณ์ของเส้นใย  การฟอกเยื่อ (bleaching) เป็นการทำให้เยื่อมีสีขาวเหมาะกับการใช้กระดาษเพื่อการสื่อสารต่างๆ แบ่งเป็น 2 วิธี คือ  วิธีฟอกเยื่อเพื่อขจัดลิกนินออก (removing lignin) และ วิธีฟอกเยื่อเพื่อเปลี่ยนสีของลิกนินให้อยู่ในรูปไม่มีสี (bleaching lignin) ขั้นตอนนี้จะมีการใช้สารเคมีเพื่อทำปฏิกิริยากับลิกนินแล้วกำจัดลิกนินออก4 สารเคมีหลักที่ใช้ คือ คลอรีน และซัลเฟอร์ เป็นต้น

จะเห็นว่าไม่ว่ากระบวนการผลิตจะพัฒนาไปเพียงใด  ในการผลิตกระดาษยังจำเป็นที่จะต้องใช้เยื่อกระดาษซึ่งได้จาก “ไม้” เป็นองค์ประกอบหลัก  จำเป็นต้องใช้ “พลังงาน” ในทุกขั้นตอนการผลิต  จำเป็นต้องใช้  “น้ำ” อย่างมากโดยเฉพาะการผลิต 2 ขั้นแรก  อีกทั้งยังจำเป็นต้องใช้สารเคมีอีกหลายชนิดในขั้นตอนต่างๆ เช่น ฟอกขาว และขจัดลิกนิน เป็นต้น
         
        ไม่เพียงแต่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อและกระดาษยังมีการปล่อยมลพิษสู่อากาศจำนวนมากจากแต่ละขั้นตอนการผลิต ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จากกระบวนการ chemical recovery ในการผลิตเยื่อ  กระบวนการซัลเฟต กระบวนการโซดา กระบวนการซัลไฟล์ และอีกหลายขั้นตอน นอกจากนี้ยังเกิดกลิ่นพวก reduced sulphur compound รวมถึงมีการปล่อยก๊าซคลอรีนหรือคลอรีนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เมอร์แคปแทน และไนโตรเจนไดออกไซด์อีกด้วย  รวมถึงมีมลพิษที่เกิดจากน้ำทิ้ง และกากของเสียอีกจำนวนมาก
          
         มลพิษที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  ยังไม่รวมเสียง ฝุ่น ของเสียที่ไม่เป็นอันตราย และมลพิษทางอ้อมที่เกิดจากการผลิตวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกระดาษ เช่น มลพิษจากการผลิตไฟฟ้าป้อนโรงงานกระดาษ เป็นต้น 


สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ประมาณการว่า ในการผลิตกระดาษ 1 ตัน  ใช้ต้นไม้ 17 ต้น .ใช้ไฟฟ้า 4,100 kw/hr  และยังใช้น้ำอีก 31,500 ลิตร ( เทียบเท่าน้ำถังใหญ่ ที่นิยมใช้ตามบ้านในกรุงเทพ ฯ 31 ถังครึ่ง)
*     คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมา
การผลิตกระแสไฟฟ้า 1 kw/hr  จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0.7 กก.ดังนั้นผลิตกระดาษ 1 ตัน ปล่อยก๊าซนี้ถึง 2.87 ตัน แต่ประเทศไทยมีความต้องการกระดาษทุกชนิดรวมกันประมาณ 3.25 ล้านตันต่อปี เท่ากับต้องมีการปล่อยก๊าซประมาณ 9.33 ล้านตันต่อปีทีเดียว
*     ตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายไป
            การผลิตกระดาษ 3.25 ล้านตัน ต้องใช้ต้นไม้ทั้งหมด 55.25 ล้านต้น โดยต้นไม้ 1 ต้นจะช่วยเฉลี่ยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง ปีละ 15 กิโลกรัม เท่ากับว่าในแต่ละปี ความสามารถในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงถึง 828.75 ล้าน กก. หากไม่มีการปลูกต้นไม้ทดแทน



         อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตกระดาษสามารถที่จะลดการใช้ทรัพยากรและมลพิษลงด้วยการใช้เยื่อที่ได้จากเศษกระดาษที่ใช้แล้วมารีไซเคิล ซึ่งเยื่อประเภทนี้ นอกจากจะเป็นการลดการตัดต้นไม้ลงแล้ว ยังลดการใช้พลังงานจากการบดเยื่อและลดการใช้น้ำลงอีกด้วย  ปัจจุบันโรงงานผลิตกระดาษมีความต้องการเศษกระดาษปีละ 2.5 ล้านตัน แต่สามารถหาเศษกระดาษภายในประเทศมาป้อนได้ไม่ถึงร้อยละ 50 ที่เหลือต้องนำเข้าเศษกระดาษจากต่างประเทศ ปีละกว่า 1 ล้านตัน4  ทั้งๆที่มีขยะกระดาษภายในประเทศเหลือเฟือ  ดังนั้น เราผู้ใช้กระดาษควรจะต้องช่วยกันแยกและส่งกระดาษกลับเข้าไปสู่กระบวนการรีไซเคิลด้วย

รู้หรือไม่ ......ว่าในการผลิตกระดาษจากเยื่อรีไซเคิล 1 ตัน จะช่วย...
1.ลดการตัดต้นไม้ 17 ต้น
          2.ลดการใช้น้ำในการปลูก 26.5 ลูกบาศก์เมตร
          3.ลดการใช้พลังงาน ร้อยละ 50 
          4.ลดการใช้น้ำในการผลิต ร้อยละ 35



        ไม่ใช่จะมีแต่ผู้ผลิตกระดาษที่เป็นผู้สร้างมลพิษ พวกเราผู้ใช้ก็เป็นอีกแหล่งที่ก่อมลพิษจากกระดาษเช่นกัน  พบว่าในกองขยะทั่วไป หากไม่นับขยะอินทรีย์แล้ว  กระดาษถือเป็นขยะประเภทที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ที่มีสัดส่วนมากที่สุด หรือมีปริมาณถึง 19% (ที่เหลือเป็นพวกพลาสติก 13%  แก้ว 8% โลหะ 5%) หากคิดปริมาณขยะกระดาษทั้งประเทศจะมีจำนวนถึง 2.47 ล้านตัน/ปีทีเดียว  ทั้งนี้ยังไม่มีตัวเลขว่าในบรรดาขยะกระดาษทั้งหมด มีการใช้อย่างคุ้มค่าจริงๆ กี่เปอร์เซนต์
            
             ดังนั้น จะดีกว่ามั๊ยถ้าเราจะหันมาใส่ใจกับการใช้กระดาษกันสักนิด แนวทางการใช้ให้คุ้มค่าก็ไม่ยากอะไร แค่ใช้กระดาษให้ครบทั้ง 2 หน้า แต่หากจะใช้ให้ได้ 3 หน้า  4 หน้า หรือมากกว่านั้นจะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ บางคนอาจสงสัยว่า เอ๊ะ กระดาษเท่าที่เห็นก็มีแค่ 2 หน้านี่นา แล้วหน้าที่ 3 และ 4 มาจากไหน  ลองพลิกดูดีๆสิค่ะ มันมีจริงๆ
           
            คุณยายร้าน K2N ซึ่งเป็นร้านขายเครื่องเขียน จะใช้เวลาว่างแปรรูปหนังสือพิมพ์  โดยเฉพาะส่วนที่เป็นกระดาษมันซึ่งขายไม่ค่อยได้ราคา ให้เป็นถุงใส่ของให้ลูกค้า ซึ่งนอกจากจะแข็งแรงแล้ว ยังประหยัดสตางค์ด้วย ซึ่งเป็นการใช้กระดาษหน้าที่ 3 อย่างคุ้มค่าจริงๆ

คุณยายร้าน K2N กับถุงจากกระดาษหน้าที่ 3 ทำเอง นอกจากจะทำให้เกิดการใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าแล้วและยังเป็นการบริหารสมองและกล้ามเนื้อมือด้วย
            
             สำหรับคนที่ใช้กระดาษ 2 หน้าแล้ว 2 แต่ไม่รู้จะใช้หน้าที่ 3 อย่างไรดี ขอแนะนำให้ส่งไปให้คนพิการทางสายตา ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษสีขาวที่ยังไม่ได้เขียน ขอแค่กระดาษใช้แล้ว 2 หน้าที่ไม่ยับและไม่มีแมกซ์เท่านั้น5 แค่นี้กระดาษหน้าที่ 3 ของคุณก็จะได้ใช้ประโยชน์และได้บุญอีกด้วย
           
            น้องแดนก็ชอบใช้กระดาษหน้าที่ 3 เพื่อการประดิษฐ์ค่ะ เขาประดิษฐ์ของเล่นมากมาย ตัดกระดาษเป็นลวดลายต่างๆ รวมถึงพับจรวดมากกว่า 50 แบบตามจินตนาการ เป็นการเพิ่มทักษะทางมือและเพิ่มการใช้สมองทั้ง 2 ซีก

           
สำหรับพี่กระติ๊บก็เป็นนักประดิษฐ์งานศิลปะเช่นกัน เขาจะใช้กระดาษหน้าที่ 3 ของน้อง ไปทำงานศิลปะอีกทีหนึ่ง ดังนั้นกระดาษบ้านเราจึงใช้ได้ถึง 4 หน้าเลยทีเดียว

    แล้วคุณหล่ะคะ ลองใช้กระดาษหน้าที่ 3 และ 4 ทำอะไรกันบ้าง ถ้ามีไอเดียดีๆก็อย่าลืมนำมาแบ่งปันกัน  แต่ถ้าคุณคิดไม่ออกหล่ะก็ แค่ส่งกระดาษไปรีไซเคิลที่ร้านขายของเก่า หรือลองเข้าร่วมโครงการกระดาษเพื่อต้นไม้ ก็จะเป็นประโยชน์ทวีคูณทีเดียว (ดูรายละเอียดใน www.paper4trees.org)



ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการใช้กระดาษอย่างคุ้มค่า
*  “โครงการกระดาษเพื่อต้นไม้” ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.paper4trees.org/
*  มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย  ถ.ราชวิถี กรุงเทพฯ โทร 0-2354-8365-8   
*  วงษ์พาณิชย์ http://www.wongpanit.com/wpnnew/





 ขอบคุณข้อมูลจาก
1 กำธร สถิรกุล,2515. อ้างใน http://www.aroonprinting.com/Knowledge/01.asp
5. มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย
420 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

โทรศัพท์ 0-2354-8365-8 , 0-2354-8370-1  โทรสาร 0-2354-8369
6.ภาพกระดาษ http://www.tatgreenheart.com/archives/574



วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เพราะน้องน้ำสำคัญขนาดนี้ แล้วจะปล่อยเธอผ่านไปแบบไม่สนใจใยดีได้อย่างไร


รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด
เคยได้ยินไหม ว่าการดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอนรวดเดียว 5 แก้ว จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายตอนเช้า (ย้ำนะคะว่า ไม่ใช่สำหรับคนขี้เกียจออกกำลังกาย)  เพราะการดื่มน้ำเป็นการกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวและทำหน้าที่ผลิตเลือดใหม่มากขึ้นเพื่อมาดูดธาตุอาหารต่างๆ ที่เรากินเข้าไปได้ดีขึ้น  ทำให้เกิดพลังงานในร่างกายที่สมบูรณ์  ทำให้โรคต่างๆไม่กล้าย่างกรายมาเยือน ไม่ว่าจะท้องผูก ปวดหัว โลหิตจาง ความดันสูง อัมพาต เป็นลม ปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ  ปวดกระดูก ปวดเมื่อย หูอื้อ อ่อนเพลีย ไอ หืด หอบ หลอดลมอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ่ว กรดในกระเพาะมากเกินไป ท้องอืด  ริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน ตาแห้ง ประจำเดือนไม่ปกติ จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่างๆ(1)  โอ้โห  มากมายขนาดนี้ เดี๋ยวขอพักไปดื่มน้ำสัก 2-3แก้วก่อนนะคะ
          ไม่ใช่จะแค่ประโยชน์โดยตรงนะ น้ำยังสามารถสร้างอาหารให้เรา ผ่านทางผลผลิตของพืชและสัตว์  แถมน้ำยังสร้างความรื่นรมย์ สนุกสนาน คลายเครียด ไม่เชื่อก็ไปลองนั่งริมทะเลดู  แค่นั่งเฉยๆ ให้ลมผ่านหน้าชิวๆ หรือจะลงไปว่ายน้ำดูด้วยก็ยิ่งดี หากอยู่ไกลทะเล แต่ใกล้คลองคูก็ลองหาเบ็ดสักคันกับเสียมเล็กๆไปขุดไส้เดือนแล้วนำไปตกปู ตกปลา รับรองลืมไปเลยว่าเคยมีคราบ เอ้ย มีความเครียด

          แถมบางคนยังชอบเอาความทุกข์โศก เคราะห์กรรมไปทิ้งน้ำ  ดูอย่างชาวเหนือสมัยก่อน การลอยกระทงนอกจากจะเป็นการขอขมาพระแม่คงคาแล้ว ยังมีการตัดผมตัดเล็บใส่เพื่อให้สิ่งร้ายๆลอยไปกับกระทงด้วย  เช่นเดียวกับเพลงดังรุ่นแม่ แต่งโดยครูพยงค์ มุกดา ก็ยังบอกให้ “เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง  ให้มันไหลลง ไหลลงทะเล...” ไปเลย
คนตายเองก็ชอบน้ำเหมือนกัน   ชาวอินคาโบราณก็มีประเพณีลอยศพคนตายกลางแม่น้ำ พร้อมเครื่องใช้ประจำตัวและเครื่องเซ่น เพื่อให้วิญญาณคนตายมีความบริสุทธิ์ และเป็นการลบรอยมลทินของคนตายออกไปบ้าง(2)  สำหรับของไทยก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างแต่เป็นการลอยอังคารซึ่งเป็นเถ้ากระดูกที่เหลือจากการเผา เหมือนกับการฝากคนที่เรารักไว้กับพระแม่คงคา เทพยดาผู้รักษาน้ำ เพื่ออภิบาลดวงวิญญาณของผู้นั้นว่า  เกิดในภพใดชาติใดก็ขอให้มีแต่ความอยู่เย็นเป็นสุขเหมือนน้ำที่ชุ่มเย็น  และยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการละวางทั้งปวง ร่างกาย สังขาร ทั้งหลาย เมื่อแตกดับ กลับคืนสู่ธาตุต่างๆที่มาประชุมกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ(3) นั่นเอง
เพราะ “น้ำ” มีความสำคัญมากมายซะขนาดนี้  สวรรค์จึงประทานให้โลกนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบตั้ง 3 ใน 4 ส่วน  แต่ไม่ประทานให้ดาวอื่นเลย บางคนอาจเถียงว่ามีการพบร่องรอยของน้ำบนดาวอังคาร แต่ขอโทษ มีแต่ร่องรอยจ้า น้ำของจริงหน่ะ “ไม่มี” อย่าคิดว่าหนีไปอยู่ดาวอังคารแล้วจะรอด
ถึงน้ำจะมีมากมาย  แต่ก็มีไม่เพียงพอสำหรับคนโลภและคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของน้ำหรอกนะคะ 
เคยได้ยินไหม ที่ชาวนา 2 ตำบลยกพวกตีกัน เอาจอบเสียมไล่ฟาดกัน เพราะแย่งน้ำทำนาทั้งๆที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง   หรือกรณีของการพยายามจะผันน้ำข้ามลุ่มอย่างกก อิง น่าน นอกจากจะใช้งบมหาศาลแล้วยังจะสร้างความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในอนาคตด้วย  หรืออย่างกรณีของแม่น้ำโขง  ช่วงที่ไหลผ่านไทย ลาว ปีที่ผ่านมาน้ำแห้งขอดจนสันดอนขึ้น และมีบางช่วงแถวๆอำนาจเจริญที่เดินข้ามไปมาระหว่างประเทศได้(4) ทั้งๆที่แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอาศัยอยู่  (อยากรู้ว่าปลาอะไรดูเฉลยท้ายเรื่องนะจ๊ะ) (5) คิดดูสิว่าเมื่อก่อนมีน้ำมากมายขนาดไหน แล้วใครเอาน้ำไป ไม่ต้องบอกก็คงรู้ๆกันอยู่  หากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก อะไรจะเกิดขึ้น (บรื่อ...ไม่อยากคิดต่อเล้ย)
แหนะๆๆ พูดกันอยู่อย่างนี้ ยังเห็นบางคนเปิดน้ำไหล แล้วก็เอ้อละเหย ลอยหน้าแปรงฟัน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว   ไม่ต้องมาก แค่ 3-5 นาทีหมดไปแล้วยี่สิบกว่าลิตร  คิดดูสิ  น้ำที่อุตส่าห์ต้องไปแย่งมาจากชาวนาชาวไร่ ไประเบิดภูเขามาสร้างเขื่อนกักไว้  ไปสร้างคลองประปา ไปถลุงเหล็กมาสร้างท่อส่ง ฯลฯ  แล้วเอามาใช้กันอย่างนี้หรือ   แค่นั้นยังไม่พอ น้ำจำนวนนี้ยังต้องกลายเป็นน้ำเสียเกิดเป็นมลพิษให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นที่วางไข่ของยุง หรือไม่ก็ต้องให้รัฐเสียค่าบำบัดอีก อย่าเถียงนะ ว่านั่นเป็นสิทธิที่คุณจะทำได้เพราะคุณได้จ่ายภาษีแล้ว  เอาเงินไปใช้อย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ   
เอ้า! จะช่วยกันยังไงดีนะ  ก่อนอื่น ไปดูข้อมูลข้างล่างนี้ก่อน เผื่อจะคิดออก
สถานที่
กิจกรรม
วิธีการ
การใช้น้ำ (ลิตร/ครั้ง)
จำนวนครั้ง/วัน
จำนวน 4
คน/ครัวเรือน
ประมาณการใช้น้ำ/ครัวเรือน/วัน(ลิตร)
ครัว
ล้างผัก
ก.ในกะละมัง
15
3
1
45


ข.เปิดน้ำไหล  10 นาที
120
3
1
360

ล้างจาน
ก.ใช้มือ
18
1
1
18


ข.เครื่องล้างจานประหยัดน้ำ
16
1
1
16


ค.เครื่องล้างจานธรรมดา
36
1
1
36
ซักล้าง
เครื่องซักผ้า
ก.ฝาหน้ารุ่นประหยัดน้ำ
100
1
1
100


ข.ฝาบนรุ่นประหยัดน้ำ
110
1
1
110


ค.ฝาบนแบบธรรมดา
240
1
1
240
ห้องน้ำ
อาบน้ำ
ก.ฝักบัวประหยัดน้ำ
(6 นาที)
38
2
4
304


ข.อ่างน้ำ
100
1
4
400


ค.จากุ๊ชชี่
170
1
4
680

ชักโครก
ก.ชนิดประหยัดน้ำแบบครึ่งถัง
3
5
4
60


ข.ชนิดประหยัดน้ำ
6
5
4
120


ค.รุ่นธรรมดา
11
5
4
220

แปรงฟัน 1 ครั้ง
ก.ใส่แก้ว แก้ว
1
2
4
8


ข.เปิดน้ำตลอดการแปรงฟัน (3 นาที)
27
2
4
216
นอกบ้าน/ ในสวน
ล้างรถ
ก.รองใส่ถัง
75
0.14
1
10.71


ข.ใช้สายยาง
420
0.14
1
60

รดน้ำต้นไม้
ก.ใช้น้ำฝนบางส่วน
4.57
1
1
4.57


ข.หัวกระจาย (sprinkle) ชั่วโมงละ
1,000
0.33
1
333.33


หากลองคำนวณดู  จะได้ข้อมูลที่น่าตกใจทีเดียวว่า ถ้าเราใช้น้ำอย่างไม่ประหยัด เช่น เปิดน้ำไหลขณะล้างผัก  อาบน้ำในอ่างจากุ๊ชชี่  เปิดน้ำไหลตลอดการแปรงฟัน ฯลฯ  เราจะใช้กันถึง 536 ลิตร/คน/วัน หรือเท่ากับ 2,145 ลิตร/ครัวเรือน/วัน หรือเทียบง่ายๆ ก็เท่ากับถังเก็บน้ำใบใหญ่ๆ(6) ที่ตามบ้านในกรุงเทพชอบใช้กัน 2 ถังกว่าๆ นั่นเลยทีเดียว
แต่ถ้าเราลองใช้น้ำแบบประหยัดกันบ้าง ไม่ใช่แบบอดๆอยากๆนะคะ  เพราะเราไม่ได้เอาน้ำดื่มและน้ำทำอาหารมาคำนวณ  จริงๆน่าจะบอกว่า “เป็นการใช้น้ำแบบถูกวิธี” มากกว่า  เราจะใช้น้ำกันเพียง 137 ลิตร/คน/วัน หรือเท่ากับ 550 ลิตร/ครัวเรือน/วัน  หรือเทียบง่ายๆก็คือถ้าเรามีน้ำเท่ากับคนที่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย แต่เราใช้มันอย่างถูกวิธี เราจะใช้ได้ถึง 4 วัน
ดังนั้น วิธีประหยัดน้ำแบบง่ายๆ และง่ายที่สุดก็คือ ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้น้ำนั่นเอง หมูใช่ไหมคะ  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า “คุณทำได้อยู่แล้ว”  และแน่นอนว่าถ้าคุณเปลี่ยนจากวิธีการใช้น้ำแบบที่ 1 มาเป็นแบบที่ 2 แล้วหล่ะก้อ  คุณจะสามารถลดการใช้น้ำได้ถึงวันละ 1,595 ลิตร/ครัวเรือน/วัน ซึ่งวิธีที่ 2 นี้ช่วยให้คุณประหยัดน้ำได้ถึง 74% เลยทีเดียว 
แต่หากว่าคุณยังชอบเปิดน้ำไหลตอนล้างผัก เพราะกลัวสารเคมีตกค้าง ก็ช่วยนำกะละมังมารองน้ำเก็บไว้ แล้วนำไปรดต้นไม้ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ของน้ำได้อีกแรงหนึ่ง (ที่สำคัญ คุณจะได้รู้ว่า ล้างผักแต่ละทีเสียน้ำไปขนาดไหน) หรือไม่ก็ทำระบบแยกน้ำที่เป็นน้ำที่ยังไม่สกปรกเกินไป ที่เขาเรียกว่า grey water เช่น น้ำอาบ น้ำล้างจาน ล้างผัก ซักผ้า โดยขุดทางหรือต่อท่อให้มันไหลสู่ต้นไม้ในสวนโดยตรง (เหมือนชาวบ้านต่างจังหวัด)  แต่หากน้ำใช้แล้วมีปริมาณมากพอสมควร อย่างเช่น ตามโรงแรม รีสอร์ท หรือแม้แต่ตามหมู่บ้านจัดสรร ก็ใช้วิธีบำบัดโดยปล่อยให้มันไหลผ่านพืชชนิดต่างๆ เช่น ผักตบชวา กก ธูปฤษี หญ้าแฝก เสียก่อนเพื่อลดความสกปรกลง แล้วเติมจุลินทรีย์ก่อนที่จะปั๊มมารดต้นไม้ก็ทำได้
หรือถ้าคุณคิดจะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ นั่นแหละ คุณมาถูกทางแล้ว  โดยเฉพาะอุปกรณ์ในส่วนของห้องน้ำ เพราะวันๆนึง เราใช้น้ำไปกับกิจกรรมในห้องน้ำถึง 52 %  โดยที่เหลือเป็นกิจกรรมในห้องครัว นอกบ้านและซักล้างเท่ากับ 18, 18 และ 11  % ตามลำดับ 
เริ่มต้นจากส่วนที่ทำให้น้ำออกมา คือ ก๊อกน้ำ และฝักบัว ให้เลือกแบบประหยัดน้ำ  ถามคนขายได้เลย หรือถ้าสังเกตดูจะเห็นน้ำที่ออกมาจะมีลักษณะเป็นฟองฟูๆ คือมีอากาศปนอยู่ในน้ำทำให้น้ำดูเหมือนมีปริมาณเพิ่มขึ้น 
สำหรับชักโครกควรเลือกแบบ 2 ปุ่ม สำหรับเบาและหนัก ( ดูภาพ)  แต่หากสุขาเดิมยังใช้งานได้ดีอยู่ คุณก็สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ด้วยการนำขวดพลาสติกขนาดครึ่งลิตรใส่น้ำให้เต็มแล้วใส่ในถังน้ำชักโครกก็ช่วยได้เยอะ (ดูภาพ)   หรือจะใช้ชักโครกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น ใช้น้ำที่ผ่านการซักผ้ามาแล้วกับชักโครก ดังภาพ  ก็จะทั้งสะอาดทั้งหอมเลยทีเดียว  น่าเสียที่ยังไม่เคยเห็นสุขาแบบนี้ในเมืองไทย หากใครพบช่วยแจ้งข่าวด้วยนะคะ
นอกจากนี้  น้ำฝนที่พระพิรุณประทานมาให้ฟรีๆ  แม้สภาพฝุ่นควันในอากาศจะไม่เอื้อให้นำมาดื่มเหมือนสมัยก่อน  แต่ก็ยังถือว่ามีคุณภาพดีพอที่จะนำมาใช้ในการล้างรถ   ชักโครก ใส่บ่อปลา หรือนำมารดน้ำต้นไม้ยิ่งดี  โดยเฉพาะ เห็ด กับกล้วยไม้ นี่จะชอบน้ำฝนเป็นพิเศษ ไม่เชื่อลองดูนะคะ



ข้อมูลจากหนังสือ 1001 วิธีอยู่สบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม.ได้ประมาณการว่า พื้นที่หลังคาขนาด 100 ตรม.  ที่ระดับน้ำฝน 1200 มม. (น้ำฝนในบ้านเมืองเราโดยเฉลี่ยก็ประมาณนี้แหละค่ะ) สามารถเก็บน้ำได้ถึงปีละ  120,000 ลิตร (เทียบได้กับถังเก็บน้ำใบใหญ่ๆที่ใช้ตามบ้านในกรุงเทพ 120 ถัง)  อันนี้เราต้องลงทุนทำรางน้ำฝนซะก่อน  ที่บ้านฉันจะทำรางน้ำไว้บนหลังคา  โดยมีท่อลงจากหลังคา 3 จุด จุดที่ 1 และ 2 จะมีโอ่งรองน้ำไว้ใช้  สะดวกมากค่ะ  ใช้ทั้งล้างมือและเท้าก่อนเข้าบ้าน  ล้างรถ ล้างพื้น รดต้นไม้ สารพัดประโยชน์  ส่วนโอ่งก็แล้วแต่ความชอบค่ะ เดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ตั้งแต่ใบละไม่กี่ร้อยไปยังใบละหลายหมื่นบาท จะเลือกสุดสวยคลาสสิกขนาดไหนก็แล้วแต่ความชอบค่ะ  ถ้าปลูกต้นไม้ไว้รอบๆ ก็ดูเก๋ไปอีกแบบหนึ่ง   เด็กๆยังสามารถมาตักน้ำสาดกันในวันที่อากาศร้อนได้อีกด้วย

ส่วนท่อน้ำฝนจุดที่ 3 เราต่อท่อลงสู่ถังเก็บน้ำใต้ดินที่ทำจากวงซีเมนต์ ขนาด 4 วงเชื่อมต่อกันในแนวสูง และมีท่อเชื่อมต่อกันทั้งหมด 5 แถว โดยซ่อนอยู่ใต้ดินทั้งหมดทำให้ไม่เกะกะสายตา ไม่เปลืองที่เก็บ ส่วนด้านบนก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีก  ปีๆนึง สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้หลายรอบ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงค่ะ เพราะไม่ต้องการความประณีตสวยงาม แค่ขอให้เก็บน้ำอยู่ก็พอ ดังนั้นต้นทุนส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ราคาวงซีเมนต์ค่ะ ส่วนค่าแรงแค่นิดเดียวเท่านั้น

แต่ก็มีเหมือนกันที่เขานำที่เก็บน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน แถมยังช่วยลดความร้อนได้ด้วย  แค่ตกแต่งเพิ่มสีสันด้วยกระเบื้อง นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังใช้เป็นที่เก็บน้ำฝนและเพิ่มความแข็งแรงให้กับบ้านไปในตัวดูภาพประกอบนะคะ  หรือจะให้ง่ายเข้า ก็ซื้อถังเก็บน้ำที่มีขายตามร้านเครื่องก่อสร้างมีหลายเกรด หลายราคา หลายสีทั้งแบบธรรมดาและป้องกันราและสาหร่ายมาใช้แทนก็ได้ ไม่ว่ากัน


นอกจากวิธีที่เล่าให้ฟังข้างต้นแล้ว  เรายังสามารถทำที่เก็บน้ำแบบง่ายๆ ด้วยการขุดดินให้ลึก เพื่อทำสระน้ำได้อีก เรียกว่า สุดยอดของเคล็ดวิชา คือการคืนสู่สามัญนั่นแหละค่ะ อันนี้ก็ลงทุนจ้างรถมาขุดได้เลย  ถ้าบ่อลึก โอกาสที่จะมีน้ำใช้ทั้งปี ก็จะมีมาก  แถมดินที่ขุดขึ้นมาก็สามารถนำมาถมที่ให้สูงขึ้น   ชาวเมืองอาจไม่นิยมใช้น้ำจากสระเท่าไรนัก  แต่ถ้า เราเพิ่มปลาทับทิมและปลาตะเพียนลงไป เพิ่มกบ เพิ่มปูนา ปลูกต้นไม้รอบๆบ่ออีกนิด  ก็เพิ่มสีสัน และเสียงจากธรรมชาติ ช่วยให้บ้านกลายเป็น  Resource and sra pla  นั่นก็คือมีทั้งทรัพย์สมบัติและสระปลา เป็นการเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านอาหารด้วย  เรียกว่า  เจ๋งกว่า resort and spa  ซึ่งเราคงมีเงินและเวลาที่จะไปใช้บริการได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ส่วน Resource and sra pla  นี่อยู่กับเราทุกวัน  แค่นี้ ก็เป็นการสร้างสรรสวรรค์ในครอบครัว เรียกว่า อยู่หมัดทั้งคุณพ่อ คุณลูก  ไม่ว่าวันไหนๆก็อยากอยู่บ้านกันทุกวันเลย

ในเมื่อน้องน้ำมีความสำคัญซะขนาดนี้ แล้วจะปล่อยไปเธอผ่านแบบไม่สนใจใยดีได้อย่างไร



อ้างอิงและเชิงอรรถ
(1) พัตสลา เพชรใส ,http://gotoknow.org/blog/easyhealthy/27938 (เข้าถึงเมื่อ  กพ.54)
(4) ข้อมูลเดือน พย.2553 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290499093&grpid=03&catid=&subcatid=
(5) ปลาบึกไงหล่ะ
(6) ถังขนาด 1000 ลิตร
(7) รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย),2550    “ 1001 วิธีอยู่สบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”