บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

รอยเท้าคาร์บอน: ใครใหญ่ อยู่ยาก



เดชรัต สุขกำเนิด
          ตรุษจีนปีพ.ศ. 2555 นี้ ที่บ้านใหม่ของผมไหว้ตรุษจีนเป็นทางการเป็นครั้งแรก ผมได้รายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ถึงพฤติกรรมของพวกเราว่า ครอบครัวเรา 5 คน (รวมพี่หน่อย) ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปประมาณ 8 ตันเมื่อปีที่ผ่านมา
          พร้อมกันนั้น ผมก็ได้สัญญาว่าปีนี้จะพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 1 ตัน พร้อมทั้งปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญให้มากขึ้น
          พอผมนำคำรายงานและคำอธิษฐานดังกล่าว ไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊คก็ปรากฏว่า มีเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊คให้ความสนใจกันมากทีเดียว รวมทั้งให้กำลังใจ และเพื่อนบางคนก็ไถ่ถามในภายหลังถึงวิธีคิดคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะสนใจที่จะไปลองคิดดูบ้าง

           ภาพที่ 1 รายงานเง็กเซียนฮ่องเต้ถึงการใช้ทรัพยากรของโลกในวันตุษจีนปี 2555
           ผมขอเริ่มต้นอธิบายแนวคิดก่อนนะครับ หลายคนที่สนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนคงทราบดีว่า แนวคิดที่ผมใช้ในการคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คือ แนวคิดรอยเท้าคาร์บอน (หรือ Carbon footprint)
          คำว่า footprint หรือรอยเท้านั้นเป็นการอุปมาแบบฝรั่ง เปรียบเสมือนการที่คนเราย้ำไปในหาดทราย ก็จะปรากฏรอยเท้าทิ้งเอาไว้ หากการใช้ทรัพยากรของเราได้ทำให้ทรัพยากรของโลกร่อยหรอลงไปก็คงเปรียบเสมือนรอยเท้าที่ย่ำลงไปโดยที่ผู้อื่นก็ไม่สามารถเข้ามาย่ำซ้ำได้ (เพราะเราได้ใช้ทรัพยากรในส่วนนั้นหมดแล้ว) และเมื่อทุกคนช่วยกันย่ำ (โดยไม่ซ้ำที่กัน) ในไม่ช้าเราก็พบว่า หาดทรายนั้นก็เต็มไปด้วยรอยเท้าจนไม่มีที่ว่าง (หรือทรัพยากรที่เหลืออยู่) อีกแล้ว
          เพราะฉะนั้น ภายใต้แนวคิดนี้ ผู้ที่มีรอยเท้าใหญ่ ซึ่งก็คือ ผู้ที่ใช้ทรัพยากรมาก และหากทั้งสังคมมีรอยเท้าใหญ่ สังคมนั้นก็จะมีการใช้ทรัพยากรที่มาก จนเกินกว่าทรัพยากรที่ตนเองมี และมักจะไปนำเข้ามาจากประเทศอื่นๆ หรือสร้างหนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังช่วยชดเชย
          รอยเท้าคาร์บอนก็พัฒนามาจากแนวคิดดังกล่าว เพียงแต่ประยุกต์ว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยไปจากการใช้พลังงานและการบริโภคต่างๆ จำเป็นต้องมีพื้นที่ป่าไม้ (ซึ่งก็คือทรัพยากร) เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกไป เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ป่าคอยดูดซับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกไปก็ต้องไปสะสมในชั้นบรรยากาศ จนกลายเป็นภาวะเรือนกระจกเช่นในปัจจุบัน
ดังนั้น ใครที่บริโภคและใช้พลังงานมาก ก็จะถือว่ามีรอยเท้าใหญ่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ “ใครใหญ่ ใครอยู่” แบบการแข่งขันทางธุรกิจทั่วไป แต่กลายเป็น “ใครใหญ่ อยู่ยาก” เพราะจำเป็นจะต้องมีพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ปลูกต้นไม้จำนวนมากขึ้น เพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ตนเองปล่อยออกมา
แต่หาก “ขาใหญ่” ผู้นั้น ไม่มีการปลูกป่าเพื่อคอยดูดซับ ขาใหญ่ผู้นั้นก็จะฝากหนี้คาร์บอนเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังต้องรับภาระไปอีกนาน เพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยในวันนี้ก็จะสะสมในชั้นบรรยากาศนานกว่า 150 ปี
เพราะฉะนั้น งานนี้ ใครใหญ่ อยู่ยากครับ
ขอย้อนกลับมาที่การคิดคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครับ เริ่มต้นจากการจดข้อมูลการบริโภคพลังงานของครอบครัวเราครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำมัน และก๊าซหุงต้มครับ จากนั้น เราก็จะนำมาคำนวณหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปริมาณการใช้พลังงานของเราครับ
ตัวอย่างเช่น บ้านผมใช้ไฟฟ้าประมาณ 350 หน่วยต่อเดือน (หรือกิโลวัตต์-ชั่วโมง/เดือน) ปีหนึ่งก็ใช้ไฟฟ้าไปประมาณ 4,200 หน่วย การผลิตไฟฟ้าแต่ละหน่วยของไทยจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยประมาณ 0.5610 กก.CO2/หน่วยไฟฟ้า เพราะฉะนั้น การใช้ไฟฟ้าในบ้านของผมทั้งปี ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 2.356 ตัน CO2/ปี
จากนั้น ก็มาถึงตัวปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำคัญคือ รถยนต์ ยิ่งครอบครัวผมมีรถยนต์สองคัน คันหนึ่งกินน้ำมันน้อยหน่อย (ประมาณ 15 กม./ลิตร) อีกคันหนึ่งกินน้ำมันมากหน่อย (ประมาณ 11 กม./ลิตร) คันแรกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ประมาณ 90 ลิตร/เดือน คันที่สองใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ประมาณ 120 ลิตร/เดือน รวมสองคันใช้น้ำมันไป 210 ลิตร/เดือน หรือ 2,520 ลิตร/ปี การเผาไหม้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 แต่ลิตรจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1.9706 กก.CO2/ลิตร เพราะฉะนั้น ตลอดทั้งปีการขับรถของผมและภรรยาก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไป 4.965 ตัน CO2/ปี
ต่อมา ก็เป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ก๊าซหุงต้ม (หรือ LPG) ซึ่งแต่ละปีครอบครัวผมจะใช้ก๊าซหุงต้มประมาณ 6 ถัง หรือ 90 กก./ปี ซึ่งการเผาไหม้ก๊าซหุงต้มแต่ละกิโลกรัมจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 0.7350 กก.CO2/กก.LPG เพราะฉะนั้นแต่ละปี ครอบครัวผมก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหุงต้มในครัวเรือนไปประมาณ 66.15 กก. CO2/ปี
นอกจากนั้น ก็จะมีการใช้น้ำประปา ซึ่งการผลิตน้ำประปาแต่ละหน่วยก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไปประมาณ 0.0264 กก. CO2/ลูกบาศก์เมตร เมื่อบ้านผมใช้น้ำประปาประมาณ 35 ลูกบาศก์เมตร/เดือน หรือ 420 ลูกบาศก์เมตร/ปี ก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปทั้งสิ้น 11.09 กก.CO2/ปี บวกกับการจัดการขยะแกเล็กน้อยประมาณ 102 กก. CO2/ปี
รวมเบ็ดเสร็จบ้านผมก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปทั้งสิ้น 7.503 ตัน CO2/ปี เราก็เลยประมาณกันและรายงานเง็กเซียนไปว่า ครอบครัวเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไป 8 ตัน ในปีที่ผ่านมา
ซึ่งหากเทียบกับการปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็คงจะต้องปลูกต้นไม้ให้ได้ประมาณ 3 ไร่ (ไร่ละ 3.02 ตัน CO2/ปี) ซึ่งครอบครัวเราก็ปลูกต้นไม้กว่า 50 ชนิดในพื้นที่หนึ่งไร่ และยังปลูกที่วังน้ำเขียวอีก 3 ไร่ และที่ชุมพรอีกกว่า 9 ไร่ เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อย รวมทั้งหมดแล้วน่าจะดูดซับได้มากกว่า 36 ตัน/ปี

ภาพที่ 2 สวนวังน้ำเขียวของเรา ปลูกป่ามา 16 ปีแล้ว ตั้งแต่ตอนแต่งงานใหม่ๆ ตอนนี้ต้นไม้เริ่มใหญ่แล้ว ต่อไปหลายต้นคงใช้เป็นสินสอดหรือของขวัญวันแต่งงานให้ลูกได้


อย่างไรก็ดี ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8 ตัน/ปีนี้ ยังไม่รวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มาจากการผลิตอาหารที่ซื้อเข้ามาบริโภค และการเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งบ้านเรายังมิได้เก็บข้อมูลรายละเอียดเพียงพอที่จะมาคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
ถ้าประมาณการณ์จากข้อมูลโดยเฉลี่ยของคนไทยที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการบริโภคอาหารประมาณ 867.52 กก.CO2/ปี ครอบครัวเรา 5 คนก็จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการบริโภคอาหารไป 4.337 ตัน CO2/ปี
แต่เนื่องจากที่บ้านของเราปลูกผักไว้กินเองหลายชนิด โดยไม่ใช่ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งข้าวที่เราบริโภคเราก็ซื้อข้าวหอมที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เพราะฉะนั้น การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการบริโภคอาหารจึงน่าจะลดลงไปมาก ซึ่งในปีหน้าเราจะลองมาคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการบริโภคอาหารกันดูอีกครั้งหนึ่ง
จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยส่วนใหญ่ หรือประมาณ 2 ใน 3 (หรือร้อยละ 66) จะมาจากการใช้รถยนต์ ส่วนอีกประมาณร้อยละ 31 จะมาจากการใช้ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ในปีนี้เราจะควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสองส่วนนี้ให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการใช้รถยนต์ที่ผมตั้งใจว่าจะลดการใช้น้ำมันลงให้ได้ร้อยละ 20 เพราะน้ำมันก็แพงขึ้นมากพอดีเหมือนกัน
เกมนี้จึงไม่ใช่เกมใครใหญ่ใครอยู่ แต่เกมเพื่อโลกใบนี้จึงต้องเน้นรอยเท้าให้เล็กลง เพื่อรักษาโลกของเราไว้ให้ชนรุ่นหลัง ครอบครัวเราจะทำได้ดีมากน้อยเพียงใด มาติดตามกันในวันตรุษจีนปีหน้านะครับ

บ้านประหยัดพลังงาน: บ้านเย็น คนเย็น โลกเย็น


เดชรัต สุขกำเนิด
เมื่อเอ่ยถึงขุมพลังข้างบ้าน แน่นอนว่าผู้คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่เราเคยมองข้ามไป หรือยังไม่ทราบวิธีใช้
แต่แท้จริงแล้ว ขุมพลังหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การประหยัดพลังงานที่จะต้องใช้ในบ้านเรือนและในชีวิตของเราเอง เพราะหากเราลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง เราก็ลดความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ลงไปด้วย
การจัดการด้านความต้องการใช้พลังงานจึงเป็นเสมือนกับการอุดรูรั่ว เพื่อรักษาพลังงานไว้ใช้ในงานที่จำเป็น บทความนี้จึงชวนคิดเรื่องประหยัดพลังงานกันสักหน่อย

ทำไมในโบสถ์ถึงเย็นสบาย

          หากไม่นับช่วงฤดูหนาวอันแสนสั้นแล้ว คนเมืองในปัจจุบันนี้ล้วนถวิลเครื่องปรับอากาศหรือแอร์กันทั้งนั้น จนทำให้พลังงานที่ใช้ในการเปิดแอร์คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในบ้านเรือน
แต่ในยุคอดีตซึ่งไม่มีแอร์ คนไทยของเราอยู่กันอย่างไร?
ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงเคยไปนั่งในโบสถ์ ท่านก็คงรู้สึกเย็นสบาย สิ่งนั้น ทำให้ผมสงสัยว่า บรรพบุรุษของเราอาศัยภูมิปัญญาใด ทำให้ในโบสถ์ช่างเป็นที่เย็นสบาย โดยไม่ต้องใช้แอร์
เมื่อผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผศ.ดร. ยงธนิศร์ พิมลเสถียร ผมจึงทราบคำตอบ
เหตุผลที่โบสถ์ให้ความรู้สึกเย็นสบายก็เพราะ ตัวโบสถ์เป็นอาคารที่มีผนังหนา จึงเป็นฉนวนช่วยกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่โบสถ์ไปในตัว ขณะเดียวกัน วัสดุที่ใช้คือปูนขาว ยังมีคุณสมบัติในการระบายอากาศและความชื้นออกสู่ภายนอกตัวอาคารได้เป็นอย่างดี
ส่วนกระเบื้องที่มุงหลังคาโบสถ์เป็นกระเบื้องดินเผา ซึ่งจะไม่รับความร้อนเข้าสู่บ้าน ต่างจากกระเบื้องซีเมนต์หรือหลังคาโลหะที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ซึ่งจะรับและสะสมความร้อนเข้าสู่บ้าน
การทำหลังคาโบสถ์ให้สูง ก็ช่วยในการระบายอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะอากาศร้อนจะลอยตัวสูงขึ้นออกทางด้านบน และอากาศที่เย็นกว่าจะไหลเข้ามาแทนที่ หรือที่เรียกกันทางวิชาการว่า passive cooling
หากมองไปยังบ้านเรือนของคนไทยในอดีตก็จะมีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ การให้ความสำคัญกับการไหลเวียนของอากาศ คนไทยในอดีตจึงต้องวางตัวบ้านให้สอดคล้องกับทิศทางลม และยกตัวบ้านให้สูงเพื่อให้ลมเย็นพัดผ่าน
นอกจากนั้น ภายในตัวบ้านก็ทำช่องทางไหลเวียนของอากาศไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องลายฉลุเหนือหน้าต่าง หรือช่องแมวลอด ล้วนมีส่วนสำคัญในการนำความร้อนออกจากบ้านทั้งสิ้น
ภายนอกตัวโบสถ์หรือตัวบ้านก็มักมีการปลูกต้นไม้ไว้มากมาย เพื่อเป็นร่มเงาให้กับตัวบ้าน ทำให้บ้านไม่ต้องสัมผัสกับแสงแดดและความร้อนโดยตรง
การออกแบบอาคารบ้านเรือนในอดีตจึงเป็นภูมิปัญญาในการปรับตัวให้เข้ากับภูมินิเวศ
ช่วงเวลาหนึ่งที่สังคมไทยเราหลงลืมภูมิปัญญาดั้งเดิม แล้วหันไปรับเอาแนวคิดในการสร้างบ้านแบบตะวันตก ซึ่งเน้นการเก็บความร้อนไว้ในบ้าน เพื่อต่อสู้กับความหนาวเย็น เราจึงจำต้องรับเอาแอร์มาช่วยดูดความร้อนออกจากตัวบ้านอีกด้วย (หรือมิฉะนั้น ก็ต้องนั่งรถไปรับแอร์นอกบ้าน)
แม้ว่าเราได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการอยู่อาศัยของเรามานานหลายสิบปี จนกระทั่งหลายคนนึกไม่ออกว่าเราจะกลับไปอยู่บ้านไทยแบบเดิมได้อย่างไร แต่เราก็ยังสามารถนำภูมิปัญญาไทยมาปรับใช้กับบ้านแบบปัจจุบันได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ผมออกแบบบ้านให้มีหลังคาทรงสูง และแบบบ้านมีทางลมไหลผ่านได้สะดวก รวมถึงมีช่องลมด้านใต้หลังคาเพื่อระบายลมร้อน และให้ลมเย็นไหลเข้ามาแทนที่
ขณะเดียวกัน ผมก็หลีกเลี่ยงการจัดวางห้องนอน และห้องนั่งเล่นไว้ทางทิศตะวันตก ซึ่งรับความร้อนในช่วงบ่ายอย่างเต็มที่ และเมื่อเรากลับมาถึงบ้าน และนั่งพัก เราก็จะรู้สึกร้อน จนจำต้องเปิดแอร์ในทันใด
ส่วนผนังและหลังคา ผมก็ใส่เลือกบริษัทก่อสร้างที่ใส่ฉนวนโฟมเข้าไปตรงกลางระหว่างปูนชั้นนอกและปูนชั้นใน ทำให้ลดความร้อนในการถ่ายเทเข้าสู่บ้านได้เป็นอย่างมาก
นอกบ้านผมขุดสระน้ำหน้าบ้าน และปลูกต้นไม้รอบบ้าน โดยเฉพาะทางทิศตะวันตก ผมมีต้นโพธิ์และต้นตาลที่ติดมากับที่ดินเดิม ช่วยกางร่มให้กับบ้านอีกชั้นหนึ่ง
ในที่สุด บ้านของผมจึงรอดพ้นจากการติดแอร์ หากวันไหนรู้สึกร้อนไปบ้างก็เปิดพัดลมช่วยแทนทำให้ช่วยทุ่นค่าไฟฟ้าไปได้กว่าเดือนละ 1,000 บาท ปีหนึ่งก็ประหยัดได้เป็นหมื่นนะครับ
          นี่คือขุมพลังจากภูมิปัญญาไทย ที่ช่วยลดพลังงานที่ไม่จำเป็น ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า และยังช่วยลดโลกร้อนได้โดยตรงอีกด้วย


แนวทางการรับมือกับความร้อน

          ผู้อ่านหลายท่านอยากให้ผมช่วยรวบรวมแนวทางในการรับมือหน้าร้อนมาแบบให้หมดจดทุกช่องทาง ผมก็รู้สึกฟังดูคิดว่าน่าสนใจดี ก็เลยจัดให้ครับ
          ผมแบ่งแนวทางในการรับมือกับความร้อนเป็น 5 หลักการ ดังนี้ครับ
หนึ่ง คือสร้างร่มเงา แดดที่แผดเผาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว แนวทางรับมือที่สำคัญคือ การร่มให้บ้าน ซึ่งวิธีกางร่มให้บ้านที่ดีที่สุดคือ การปลูกต้นไม้ แต่หากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยก็อาจใช้แผงบังแดดแทนได้ครับ ปัจจุบันมีการออกแบบแผงบังแดดหลากหลายรูปแบบดูสวยงามทีเดียว
ทั้งนี้ จุดสำคัญที่จะต้องกางร่มคือ ทิศตะวันตก และแผงลานคอนกรีตทั้งหลาย (รวมถึงดาดฟ้า) เพราะเป็นทิศที่รับแดดในช่วงบ่าย และสะสมความร้อนไว้ก่อนที่ระบายความร้อนออกมาเมื่อเรากลับถึงบ้านในตอนเย็น
สำหรับท่านที่ชอบทำสวน การทำสวนดาดฟ้า และสวนแนวตั้งก็จะช่วยเป็นร่มเงาให้กับบ้านได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้มีอาหารที่ปลอดภัยในการบริโภคอีกด้วย
สอง คือระบายความร้อนที่สะสมในตัวบ้านให้ออกไปภายนอกบ้าน โดยธรรมชาติแล้ว อากาศร้อนย่อมลอยตัวสูงขึ้น และอากาศเย็นก็จะไหลมาแทนที่ ดังนั้น แนวทางรับมือคือ การเปิดให้ลมไหลผ่านตัวบ้าน และระบายอากาศร้อนผ่านออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ใต้หลังคา และพื้นที่ชั้นสอง ซึ่งหากเราไม่หาทางระบายของอากาศไว้ อากาศร้อนก็จะถูกเก็บกักไว้ในบ้านแทน
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้น้ำระบายความร้อนได้ด้วย โดยการพ่นละอองน้ำที่หลังคา (หรือลานคอนกรีต) ที่ต้องการให้ระบายความร้อน น้ำจะดูดเอาความร้อนที่สะสมในวัสดุเพื่อใช้ในการระเหยให้กลายเป็นไอ ทำให้บ้านเย็นลง ยิ่งการพ่นละอองน้ำมีขนาดเล็กเท่าไร ยิ่งทำให้ประหยัดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนมากขึ้น ปัจจุบันในบ้านเรามีการทำเครื่องพ่นละอองน้ำแบบใช้โซลาร์เซลออกมาขายแล้วด้วยครับ
ในอดีต บ้านของผู้คนในเขตร้อน โดยเฉพาะในประเทศจีนและอินเดียว มักมีสวนหรือบ่อน้ำกลางบ้าน ซึ่งจะมีความชื้นมากกว่าพื้นที่รอบข้าง และดูดความร้อนจากพื้นที่รอบข้าง ก่อนที่ระบายออกไปทางช่องเปิดด้านบนบ้าน ทำให้รู้สึกเย็นสบายแม้อุณหภูมิภายนอกจะร้อนมากก็ตาม
สาม คือกันความร้อนไม่ให้เข้ามาสู่ตัวบ้าน แนวทางนี้คือ การใช้ฉนวนในการกันความร้อน ซึ่งปัจจุบัน มีการพัฒนาฉนวนกันความร้อนหลากหลายชนิด โดยใช้วัสดุที่ต่างกัน (เช่น ใยแก้ว โฟม ยิปซั่ม) และการใช้งานก็ต่างกันด้วย บางชนิดใช้ภายในอาคาร (เช่น ติดตั้งเหนือฝ้า หรือใต้หลังคา) บางชนิดใช้ภายในนอกอาคาร บางชนิดใช้กับผนัง (เช่น อิฐมวลเบา) และบางชนิดใช้กับหลังคา
ทั้งนี้ การเลือกใช้วัสดุใดควรพิจารณาจากประสิทธิภาพในการกันความร้อน ลักษณะการใช้งาน ความปลอดภัยในการใช้งาน (โดยเฉพาะการลามไฟ และการเกิดควันพิษในกรณีอัคคีภัย) และงบประมาณที่มีในกระเป๋า ท่านที่สนใจในรายละเอียดขอให้ไปดาวน์โหลดคำแนะนำของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้ที่ http://www2.dede.go.th/new-homesafe/webban/actionplan1.htm
ส่วนในกรณีของบ้านผม ผมก็ใช้โฟมใส่ไว้ตรงกลางของหลังคาและผนังบ้านก่อนที่จะก่อและฉาบปูนปิดไว้ เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน

สี่ คือ แลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งเป็นการนำความร้อนที่มีอยู่ในตัวบ้านไปแลกเปลี่ยนกับสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศเช่น ดินหรือแหล่งน้ำ ดังนั้น จึงถือเป็นการใช้พลังงานจากพื้นพิภพ หรือ Geothermal energy รูปแบบหนึ่ง
ความน่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของดินจะค่อนข้างคงที่หรือเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าอากาศ เพราะฉะนั้น ในช่วงที่อากาศร้อนดินก็จะเย็น ในขณะที่อากาศหนาว ดินก็จะมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศ ดินและแหล่งน้ำจึงกลายเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความร้อนสำหรับบ้านเรือน โดยการนำอากาศในบ้านเรือนไปผ่านท่อแลกเปลี่ยนความร้อนในดินหรือแหล่งน้ำ
ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ดินหรือแหล่งน้ำก็จะกลายเป็นแหล่งดูดซับความร้อนและปล่อยความเย็นมาให้แก่บ้านเรือน ปัจจุบัน ระบบการแลกเปลี่ยนความร้อนกับพื้นพิภพ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในเมืองไทย เท่าที่ทราบมีการนำมาใช้ที่บ้านชีวาทิตย์ ของ ศ.สุนทร บุญญาธิการ แต่ในสหรัฐอเมริกามีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เรียกว่า สามารถสั่งซื้อกันได้ทางอินเตอร์เน็ตเลยทีเดียว (ลองค้นคำว่า Geothermal energy for home ดูก็ได้ครับ)
สุดท้ายคือ การนำความร้อนมาใช้ประโยชน์ ในเมื่ออากาศมันร้อนนัก เราก็น่าจะนำเอาความร้อนมาใช้ประโยชน์กันบ้างนะครับ อย่างน้อยที่สุด ก็ใช้การตากผ้า หรือถนอมอาหาร (เช่น ปลาแดดเดียว หมูแดดเดียว) ซึ่งถือเป็นการประหยัดพลังงานไปได้ส่วนหนึ่งก็ยังดีนะ หรือ หากจะลงทุนติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จะยิ่งดีครับ เพราะจะลดการใช้พลังงานได้มากยิ่งขึ้น บ้านของผมติดตั้งแล้วน้ำอุ่นถึงใจดีจริงๆ เลยครับ
ล่าสุด มีการนำเอาความร้อนจากเครื่องปรับอากาศ มาใช้ในการทำน้ำอุ่นด้วยครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความร้อนที่ชาญฉลาดมาก เพราะเป็นการนำความร้อนเหลือทิ้งมาทดแทนพลังงานไฟฟ้า ท่านที่ใช้เครื่องปรับอากาศและสนใจเครื่องทำน้ำอุ่นแบบนี้ก็สามารถหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตได้เช่นกัน
ผมหวังว่า ท่านผู้อ่านคงสามารถหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับบ้านของท่าน และสามารถเขียนมาเล่าหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ครับ ที่สำคัญที่สุดที่จะต้องรักษากันไว้ไม่ให้ร้อนตามอากาศ ก็คือ ใจ ของเราครับ

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

ปฏิบัติการเปลี่ยนขยะเป็นอาหาร


                                                                                                                           รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด
ทุกครั้งที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ฉันมักจะแวะซื้อของพื้นเมืองเสมอโดยเฉพาะอาหาร และครั้งนี้ก็ไม่พลาด ฉันกลับจาก จ.เลย พร้อมกล้วยและมะละกอสุกที่ขนซื้อมาในราคาแสนถูกจากคุณยายคุณย่าที่มานั่งขายแทนการอยู่ว่างๆ และแข่งกันลดแลกแจกแถมหลังจากเล็งแล้วว่า ฉันมีทีท่าจะเหมาไปแจกมากกว่าซื้อไปกินเอง
พอถึงบ้าน ผลไม้กองโตก็เริ่มสุกงอม ครั้นจะแจกก็เกรงจะได้รับคำนินทามากกว่าการชื่นชม แมลงหวี่ฝูงใหญ่โบกมือทักทายพร้อมส่งยิ้มให้กันเป็นเต็มไปหมด ทำไงดีหล่ะทีนี้ ???
คิดไปคิดมา ปฏิบัติการเปลี่ยนขยะเป็นอาหารจึงเกิดขึ้น เริ่มจากคว้ามีดมาสับๆแล้วก็สับผลไม้ที่เหลือเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็ลงทุนซื้อน้ำตาลมา 3 กก.ใส่น้ำแล้วกวนๆให้น้ำตาลละลาย แล้วก็เทรวมกันในกระป๋อง  พร้อมกับเลือกจุลินทรีย์แห้งหรือ พด. ซึ่งขอจากเกษตรตำบลหรือพัฒนาที่ดินก็ได้  1  ซอง โดยเลือกชนิดที่ดูแล้วว่ามันน่าจะชอบกินของที่เรามี ฉีกซองละลายน้ำตามข้อแนะนำ เทลงกระป๋องเดียวกัน จากนั้นกวนให้เข้ากัน ปิดฝาทิ้งไว้ในร่ม พร้อมกับภาวนาในใจว่า ขอให้สำเร็จทีเถอะ
4-5 วันต่อมาฉันลองเปิดกระป๋องดู กลิ่นที่ลอยออกมาไม่ใช่กลิ่นบูดเน่า แต่เป็นกลิ่นเปรี้ยวๆปนกลิ่นหอมของผลไม้ที่ใช้  ลงมือกวนของในกระป๋องเพื่อพลิกด้านล่างขึ้นมาอีกที เวลาผ่านไปจนการหมักได้ที่  จึงกรองเอาน้ำหมักซึ่งมีสีส้มอ่อนคล้ายน้ำพันช์ใส่ขวดเรียงไว้
ขั้นต่อไปเป็นการพิสูจน์ความสำเร็จ ลืมบอกไปว่า พื้นที่ทดสอบ เป็นพื้นที่ถมใหม่ความสูงเกือบ 2 เมตร ลักษณะดิน เหนียวหนึบมากเมื่อฝนตก และแตกเป็นร่องลึกตอนดินแห้งลองนึกภาพตามนะคะ ขนาดไม้ใหญ่ที่เหลืออยู่ยังทยอยตายไปเกือบสิบต้น  แต่เพราะต้องการรักษาต้นไม้เล็กที่เพิ่งจะลงมือปลูกได้ไม่นาน ฉันจึงลองเอาน้ำหมักมือใหม่ไปใส่ต้นไม้ตามคำแนะนำสัปดาห์ละครั้ง โดยผสมน้ำให้เจือจางก่อน พร้อมๆกับยอมลงทุนเพิ่มดินคุณภาพดีให้กับต้นไม้นิดนึง และหาใบหญ้ามาคลุมโคนต้นเพื่อลดการคายน้ำของดิน
ผ่านไป 2 สัปดาห์ เห็นผลทันตา เหล่าต้นไม้ที่อยู่ในสภาพแคระแกรน เริ่มผลิตใบ หลังจากนั้นไม่นาน หลายต้นเริ่มออกดอก  และติดผลชุดแรก มีทั้งมะม่วง มะนาว ส้ม และมะเฟือง เหลือเชื่อจริงๆ !!!
แม้ผลชุดแรกจะร่วงเกือบหมด เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ยังเล็กอยู่ แต่ความมั่นอกมั่นใจมีขึ้นเป็นกอง การทำน้ำหมักชุดที่สอง สามจึงเริ่มขึ้น คราวนี้ลองใส่เศษอาหารในครัว เศษผักผลไม้ ก้างปลา ได้ผลไม่ต่างกันค่ะ หากหากากน้ำตาลได้จะยิ่งประหยัด หรือจะใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลก็ได้ไม่ว่ากัน
ฉันลองค้นข้อมูลจากแหล่งต่างๆพบว่า น้ำหมักชีวภาพนั้นมีสารอาหารเพียบ อีกทั้งมีหลายสูตร และไม่เพียงแต่จะนำมาเป็นปุ๋ยน้ำได้เท่านั้น ยังสามารถนำมาเป็นน้ำยาซักผ้า สารไล่แมลง ฮอร์โมนพืช และน้ำยาล้างห้องน้ำ แต่ทั้งนี้การทำน้ำหมักเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษเหล่านี้จะต้องเลือกวัตถุดิบตามสูตรที่ได้มีการทดสอบมาแล้ว ทำเสร็จใส่ขวดสวยๆจะทำให้ดูน่าใช้  อยากให้ลองเอาทำใช้ดู ประหยัดดีนะคะ แถมยังช่วยลดขยะอีกด้วย





มือใหม่หัดปลูก


รุ่งทิพย์ สุขกำเนิด
          สมัยนี้ อันตรายมีอยู่รอบตัวจริงๆ ทั้งโจร ขโมย  คนขับแท็กซี่  วัยรุ่นขี่รถซิ่ง  สาวสวยนุ่งสั้น  โอ๊ยสารพัด  แม้แต่ของกินที่ไร้ชีวิตก็ยังไม่น่าไว้วางใจ  เห็นหน้าตาสะสวยเถอะ  ฉาบไปด้วยสารเคมีสารพัด  ทั้งสารตกค้าง  สารชะลอการบูด กันเน่า  สารเคลือบผิวชะลอการเหี่ยวย่น  เฮ้ย ไม่น่าไว้วางใจ   ส่วนของที่เขาว่า ดีๆ ปลอดสารพิษ  ไร้สารเคมี  ก็แพงได้ใจจริงๆ  แถมหาแหล่งซื้อก็ไม่ง่ายนัก  แม้มีสตางค์จะซื้อมาสะสมไว้ มันก็ไม่สด  พอจะกิน  อ้าวเฉา   เน่าซะแล้ว  เสียดายจัง
          วิธีที่จะช่วยให้เราได้มีของกินดีๆ  สดใหม่ ไร้สารพิษ ก็พอมีอยู่หล่ะค่ะ  ก็ต้องเริ่มจากการสละเวลาช่วงเช้าๆที่พระอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงแรงนัก  กับเวลาเย็นหลังเลิกงาน ซึ่งเป็นช่วงที่พระอาทิตย์ชักจะอ่อนล้าจากการเฉิดฉายมาทั้งวัน  มาจับจอบจับเสียมทำแปลงผักกันซะหน่อย จะได้มีของดีๆสดๆให้เก็บได้โดยไม่ต้องพึ่งตลาด แต่หลายคนมักปฏิเสธทันควันว่า “ไม่ค่อยมีเวลา” นี่ซิเป็นเรื่องสำคัญ
          ดูผิวเผินว่า “คนส่วนใหญ่ ในปัจจุบันไม่เฉพาะคนเมือง มักจะบอกว่าไม่ค่อยมีเวลา”  แต่หากเราคิดจะ “จัดสรรเวลา” และลอง “ให้เวลา” กับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเราเองและคนที่เรารักดูบ้างก็ไม่น่าจะ “เสียเวลา” อะไรมากมายจริงไหมคะ
          นอกจาก เหตุผลเรื่อง  “เวลา” แล้ว  “ความมั่นใจ” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนรุ่นใหม่มักใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ลงมือลงไม้กันอย่างจริงจัง 
          ส่วนหนึ่งของความไม่มั่นใจเกิดจากการที่เรา “ไม่ได้ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการปลูกกินเอง”  แต่เรากลับ “ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการไปซื้อที่ตลาด”  เพราะที่ตลาดมีสารพัดอย่างให้เลือก  แถมยังสะดวก ง่ายดาย เหนื่อยแป๊บเดียว อยากได้ตอนไหน อะไร มีให้หมด ที่สำคัญคือไม่ต้องวุ่นวายเตรียมดิน หาเมล็ดพันธุ์ หาอุปกรณ์จอบเสียม ไม่ต้องเลอะเทอะ เสี่ยงกับพยาธิต่างๆ(ดูเหมือนสุขศึกษาจะสอนให้เรากลัวมากกว่าการรู้ทันหรือเปล่า?)  ไม่ต้องลุ้นว่าเมื่อปลูกแล้วจะเหลือรอดมาให้ได้ทานกันหรือเปล่า และอื่นๆ
          เป็นสัจธรรมมากเลยค่ะ  สิ่งที่เราไม่คุ้นชิน ก็มักจะเป็นเรื่องยากไปซะหมด  แต่เรื่องที่ยากแสนยาก ถ้าถูกทำให้มันคุ้นชินซะ มันก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เป็นนักดนตรี  ลูกๆก็มักจะสามารถเล่นดนตรีได้ดีกว่าคนทั่วไป เช่นเดียวกับครอบครัวนักการเมือง ที่มักก็จะมีทายาททางการเมืองเป็นคนในตระกูลเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา ลูก หลาน ไม่น่าเชื่อใช่ไหมคะ ว่า “ความคุ้นชิน” ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายนิดเดียว
          ดังนั้น การจะปลูกพืชผักกินเองก็ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ “ขอเพียงจัดสรรเวลา และสร้างความคุ้นชิน” รับรอง ยังไม่สำเร็จค่ะ  โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ วันนี้เรามีเทคนิคมาฝากเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจค่ะ  เริ่มจาก
            1.เลือกปลูกพืชที่ขึ้นง่ายๆ โรคแมลงไม่มาก
การเลือกปลูกพืชที่ขึ้นง่ายๆ จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี (ซึ่งเทศนิคนี้ฉันก็นำมาใช้กับลูกตอนที่เขาอยากทำสวนถาดด้วยค่ะ) พืชที่ขึ้นง่ายและใช้ประโยชน์ได้มากก็มีสารพัด อย่างเช่น  ตะไคร้ กระเพรา  โหระพา กระเจี๊ยบเขียว แมงลัก พริก แค ชะอม  เห็ด  มะเขือ  มะเขือเทศ  ข่า ขมิ้น มะขาม  มะกรูด มะนาว  แตงกวา  ถั่วฝักยาว  ถั่วพลู ดอกโสน ดอกขจร  บวบ  ขี้เหล็ก  อัญชัน  สะเดา ถั่วงอก มะละกอ  กล้วย ฯลฯ พืชพวกนี้นอกจากจะสร้างกำลังใจแล้ว ยังโตไว ให้ผลผลิตดี และเป็นอาหารที่ใช้บ่อย ทานไม่เบื่อด้วย แถมยังช่วยประหยัดสตางค์ได้อีก
          ลองสมมติดูนะคะว่า  ถ้าโดยเฉลี่ยแล้ว เราต้องซื้อผักผลไม้ข้างบนสัปดาห์ละ 100 บาท (ขอบอกเลยว่าเป็นการคิดมูลค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เพราะตอนนี้มะนาวก็ลูกละ 7- 10 บาท ถั่วงอก กก.ละ 20 บาท ดอกขจรถุงละ 20 บาท กล้วยหวีละ 25-35 บาท ส่วนเห็ด กก.ละ 80-200 บาท)  ปีหนึ่งเราจะประหยัดไปถึงประมาณ 5,200 บาท เลยทีเดียว

            2.หาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ถ้าไม่มี   เมล็ดพันธุ์ซองก็ใช้ได้
เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน แม้จะให้ผลผลิตไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงมาจากบริษัท  แต่ก็จะให้ต้นพืชที่มีความทนทานต่อโรคแมลง และสามารถขยายต่อได้ในรุ่นถัดไปได้ ผิดกับเมล็ดซองบางชนิดจะให้ผลผลิตลดต่ำลงมากในรุ่นต่อไป เรียกว่าเสียแรงปลูกเปล่าๆ แถมบางอย่างเช่น กระเพราพื้นบ้าน ยังให้กลิ่นดีกว่าอีกด้วย
ครอบครัวเราได้เพื่อนมากมายที่เป็นชาวบ้านอยู่ต่างจังหวัด ก็เริ่มจาก “ต้นไม้” เป็นสื่อกลาง ก็ด้วยความที่เรานิยมหาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านของแท้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะยังมีอยู่ตามต่างจังหวัด  หลายคนบอกว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” แต่อันนี้ขอเถียงเลยค่ะ  คนไทยใจดีเสมอ  ครอบครัวเราได้ต้นไม้แถมยังได้เพื่อนที่ดีอีกด้วย  เพื่อนก็ดีใจที่ต้นไม้ที่ขึ้นเกลื่อนจนดูไม่ค่อยมีค่าในสายตาของเขา กลับ “มีคุณค่า”ในสายตาเรา  บางครั้งเราขอแค่อย่างเดียว เขาให้มาตั้งหลายอย่าง แถมให้ผักผลไม้อื่นๆมาด้วย  ส่วนเราเมื่อมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเยือนเขา ก็จะนำของฝากติดไม้ติดมือไปให้  คนห่างกันมักไม่ค่อยมีเรื่องจะคุยกัน  แต่เรามี อย่างน้อยก็เล่าถึงการเติบโตของต้นไม้ที่เขาให้มา  ปรึกษาเรื่องเทคนิคการปลูกต้นไม้อื่นๆ  ไปเที่ยวชมสวนเขา เป็นต้น  และที่สำคัญ เมื่อเราเดินดูต้นไม้ที่บ้าน เราก็จะนึกถึงเจ้าของต้นไม้เสมอ และขอบคุณเขาที่มอบสิ่งที่มีค่าเหล่านี้มา
แต่ถ้าหาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านไม่ได้  เมล็ดพันธุ์ซองของบริษัทก็ใช้ได้ดีค่ะ อย่างมะเขือเทศ และกวางตุ้ง สำหรับพืชบางชนิดเราก็ไม่จำเป็นต้องหาเมล็ดพันธุ์ แต่ให้เก็บชิ้นส่วนที่เหลือจากการทานมาปักชำก็จะได้พืชผักไว้ใช้ เช่น ตะไคร้  ผักชีฝรั่ง ขึ้นฉ่าย สะระแหน่ เป็นต้น

            3.คลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและรักษาหน้าดิน
          ตอนนี้แดดเปรี้ยงปร้างมากจริงๆค่ะ  สังเกตดูว่าต้นไม้ที่ว่าชอบแดด พอตอนเย็นยังคอตกไปตามๆกัน  แม้จะรดน้ำวันเว้นวันก็สู้แทบไม่ไหว  ยิ่งถ้าดินปลูกไม่ดีด้วยแล้ว หากลองไปขุดดู บางทีน้ำยังลงไปที่ถึงรากเลยก็มี  ทางที่ดีควรหาวัสดุคลุมดินมาช่วยค่ะ จะใช้ฟางหรือหญ้าแห้งก็ได้  นอกจากจะช่วยรักษาความชื้น และลดการระเหยของน้ำแล้ว ยังช่วยลดการกระแทกของน้ำต่อดินและต้นพืชอีกด้วย เท่ากับว่าเป็นการรักษาความชื้นและหน้าดินไปในตัว อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินซึ่งไม่มีปุ๋ยเคมีชนิดไหนให้ได้
            4.หมั่นเดินชมสวน
          อันนี้ไม่ได้หมายความว่า แค่ร้องเพลงให้ต้นไม้ฟัง หรือชื่นชมในความงามของธรรมชาติเท่านั้น  แต่ต้องคอยสังเกตว่าต้นไม้ของเราอยู่ดีมีสุขหรือเปล่า  มีใครมารบกวนไหม “ใคร” ในที่นี้หมายถึง โรค แมลง หนอน หอยทาก รวมถึงมือไม่ดีที่มาแอบหักกิ่งก้าน  หรือลากสายยางทับ เป็นต้น  จะได้หาทางแก้ไขกันตั้งแต่ต้น เพราะถ้าปล่อยไปนานๆอาจกู่ไม่กลับได้ 
            5.หาความรู้เพิ่มเติมและทดลองความรู้ใหม่เสมอๆ
          เมื่อเจอปัญหาโรคแมลง อย่าเพิ่งตกใจหันไปพึ่งพาสารเคมี  จะทำให้เสียความตั้งใจเปล่าๆ  ให้คิดเสียว่า “เป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิต” ที่ต้องการอาหารและขยายเผ่าพันธุ์ มันก็เหมือนเรา  แต่เราไม่เหมือนมัน  (อิๆๆ) ที่สามารถหาความรู้มาจัดการมันได้  สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่า “ความรู้คืออะไร”  ซึ่งความรู้นี้อาจได้จากประสบการณ์ที่สั่งสมและเรียนรู้มาในอดีต และการทดลองใหม่ๆ  
แต่ความรู้คืออะไร ที่เกิดจากจินตนาการของเราอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จง่ายๆ และอาจไม่ทันการณ์ ดังนั้นเราต้องมีความรู้อีกแบบหนึ่งด้วยก็คือ “ความรู้อยู่ที่ไหน” เพื่อที่จะได้ย่นระยะเวลาในการทดลองลง แบบว่าเป็นความรู้ที่สามารถนำมาใช้ได้เลย  ซึ่งความรู้ส่วนใหญ่นั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่มันกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งหนังสือ  อินเตอร์เน็ต ทีวี ปราชญ์ชาวบ้าน และแม้แต่ความรู้จากชาวบ้านผู้มีประสบการณ์คนละเล็กละน้อย ก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ที่จะสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้  แต่ต้องไม่ลืมว่า “โรคและแมลงยังมีพัฒนาการ แล้วเราจะนิ่งอยู่ได้อย่างไร”  เราเองก็ต้องมีการค้น  ต้องคว้า  ต้องทดลอง/ทดสอบความรู้ใหม่ๆเสมอจริงไหมคะ ไม่งั้นก้าวไม่ทันโรคแมลงไม่รู้ด้วย
          ถึงตรงนี้  มือใหม่คงมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง ว่ามันไม่ยากอย่างที่เคยคิด “ขอเพียงจัดสรรเวลา และสร้างความคุ้นชิน” รวมถึงศึกษาเทคนิคจากแหล่งต่างๆ และนำมาทดลองปรับใช้   คราวนี้รับรอง โรคและแมลงคงไม่ใจไม้ไส้ระกำ กระทำการจนเกินงาม จนไม่เหลือให้คนปลูกได้กิน  แต่ถ้ามันทำได้ถึงปานนั้น ก็ถือว่าชดใช้กรรมหรือทำบุญทำทาน ถ้าหมดกรรมเมื่อไหร่คงได้ทานผักอินทรีย์แสนอร่อยฝีมือตัวเองเข้าสักวันหนึ่ง ซึ่งคงไม่นานเกินรอหรอกค่ะ


รายชื่อผักผลไม้ในบ้านต้นคิดทิพย์ธรรม
ประเภท
ผลผลิตในบ้านต้นคิดทิพย์ธรรม
ผักกินใบ กินดอก กินผล
(30 ชนิด)
ถั่วงอก, เห็ดกระด้าง, เห็ดภูฏาน, เห็ดนางฟ้า เห็ดเป๋าฮื้อ, ผักโขม, ตำลึง, บวบ,มะเขือเทศ, มะเขือลาย, มะเขือขื่น, มะเขือเปาะ, ฟักเขียว, ถั่วฝักยาว, ถั่วพู, หน่อไม้, ผักหวานบ้าน, โสน, ขจร, กระเจี๊ยบเขียว, ขี้เหล็ก, แตงกวา, ดอกแคขาว, ชะอม, ผักกาดหอม, เตยหอม, กระเจี๊ยบแดง, ใบหูเสือ, ผักแพว, อัญชัน
เครื่องแกง/เครื่องเคียง
(19 ชนิด)
มะนาว, ส้มจี๊ด, ขิง, ข่า, ตะไคร้, ใบกระเพรา, โหระพา, แมงลัก, ใบมะขาม, ใบชะมวง, กระวาน, มะกรูด, ผักชีฝรั่ง, สาระแหน่, ขึ้นฉ่าย, ใบชะพลู, เร่ว, กระชาย, กาบหอยแครง
ผลไม้/พืชหัว
(ทานแล้ว 13 ชนิด)
มะยม, ฝรั่ง, เสาวรส, กล้วย, มะเฟือง, มะขามเทศ, หม่อน, เชอรี่, มันเทศ, มันห้านาที, เผือก, ตาล, มะละกอ
ผลไม้
(รอทาน 9 ชนิด)
มะพร้าว, ทับทิม, ส้มโอ, ขนุน, ชมพู่, ชมพู่มะเหมี่ยว, มะม่วง, ลิ้นจี่, เงาะ