บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เพราะน้องน้ำสำคัญขนาดนี้ แล้วจะปล่อยเธอผ่านไปแบบไม่สนใจใยดีได้อย่างไร


รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด
เคยได้ยินไหม ว่าการดื่มน้ำตอนเช้าหลังตื่นนอนรวดเดียว 5 แก้ว จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายตอนเช้า (ย้ำนะคะว่า ไม่ใช่สำหรับคนขี้เกียจออกกำลังกาย)  เพราะการดื่มน้ำเป็นการกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวและทำหน้าที่ผลิตเลือดใหม่มากขึ้นเพื่อมาดูดธาตุอาหารต่างๆ ที่เรากินเข้าไปได้ดีขึ้น  ทำให้เกิดพลังงานในร่างกายที่สมบูรณ์  ทำให้โรคต่างๆไม่กล้าย่างกรายมาเยือน ไม่ว่าจะท้องผูก ปวดหัว โลหิตจาง ความดันสูง อัมพาต เป็นลม ปากเบี้ยว โรคปวดตามข้อ  ปวดกระดูก ปวดเมื่อย หูอื้อ อ่อนเพลีย ไอ หืด หอบ หลอดลมอักเสบ โรคตับ โรคไต เป็นนิ่ว กรดในกระเพาะมากเกินไป ท้องอืด  ริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน ตาแห้ง ประจำเดือนไม่ปกติ จมูกอักเสบ เจ็บคอ และโรคผิวหนังต่างๆ(1)  โอ้โห  มากมายขนาดนี้ เดี๋ยวขอพักไปดื่มน้ำสัก 2-3แก้วก่อนนะคะ
          ไม่ใช่จะแค่ประโยชน์โดยตรงนะ น้ำยังสามารถสร้างอาหารให้เรา ผ่านทางผลผลิตของพืชและสัตว์  แถมน้ำยังสร้างความรื่นรมย์ สนุกสนาน คลายเครียด ไม่เชื่อก็ไปลองนั่งริมทะเลดู  แค่นั่งเฉยๆ ให้ลมผ่านหน้าชิวๆ หรือจะลงไปว่ายน้ำดูด้วยก็ยิ่งดี หากอยู่ไกลทะเล แต่ใกล้คลองคูก็ลองหาเบ็ดสักคันกับเสียมเล็กๆไปขุดไส้เดือนแล้วนำไปตกปู ตกปลา รับรองลืมไปเลยว่าเคยมีคราบ เอ้ย มีความเครียด

          แถมบางคนยังชอบเอาความทุกข์โศก เคราะห์กรรมไปทิ้งน้ำ  ดูอย่างชาวเหนือสมัยก่อน การลอยกระทงนอกจากจะเป็นการขอขมาพระแม่คงคาแล้ว ยังมีการตัดผมตัดเล็บใส่เพื่อให้สิ่งร้ายๆลอยไปกับกระทงด้วย  เช่นเดียวกับเพลงดังรุ่นแม่ แต่งโดยครูพยงค์ มุกดา ก็ยังบอกให้ “เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง  ให้มันไหลลง ไหลลงทะเล...” ไปเลย
คนตายเองก็ชอบน้ำเหมือนกัน   ชาวอินคาโบราณก็มีประเพณีลอยศพคนตายกลางแม่น้ำ พร้อมเครื่องใช้ประจำตัวและเครื่องเซ่น เพื่อให้วิญญาณคนตายมีความบริสุทธิ์ และเป็นการลบรอยมลทินของคนตายออกไปบ้าง(2)  สำหรับของไทยก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างแต่เป็นการลอยอังคารซึ่งเป็นเถ้ากระดูกที่เหลือจากการเผา เหมือนกับการฝากคนที่เรารักไว้กับพระแม่คงคา เทพยดาผู้รักษาน้ำ เพื่ออภิบาลดวงวิญญาณของผู้นั้นว่า  เกิดในภพใดชาติใดก็ขอให้มีแต่ความอยู่เย็นเป็นสุขเหมือนน้ำที่ชุ่มเย็น  และยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการละวางทั้งปวง ร่างกาย สังขาร ทั้งหลาย เมื่อแตกดับ กลับคืนสู่ธาตุต่างๆที่มาประชุมกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ(3) นั่นเอง
เพราะ “น้ำ” มีความสำคัญมากมายซะขนาดนี้  สวรรค์จึงประทานให้โลกนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบตั้ง 3 ใน 4 ส่วน  แต่ไม่ประทานให้ดาวอื่นเลย บางคนอาจเถียงว่ามีการพบร่องรอยของน้ำบนดาวอังคาร แต่ขอโทษ มีแต่ร่องรอยจ้า น้ำของจริงหน่ะ “ไม่มี” อย่าคิดว่าหนีไปอยู่ดาวอังคารแล้วจะรอด
ถึงน้ำจะมีมากมาย  แต่ก็มีไม่เพียงพอสำหรับคนโลภและคนที่ไม่รู้จักคุณค่าของน้ำหรอกนะคะ 
เคยได้ยินไหม ที่ชาวนา 2 ตำบลยกพวกตีกัน เอาจอบเสียมไล่ฟาดกัน เพราะแย่งน้ำทำนาทั้งๆที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง   หรือกรณีของการพยายามจะผันน้ำข้ามลุ่มอย่างกก อิง น่าน นอกจากจะใช้งบมหาศาลแล้วยังจะสร้างความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นในอนาคตด้วย  หรืออย่างกรณีของแม่น้ำโขง  ช่วงที่ไหลผ่านไทย ลาว ปีที่ผ่านมาน้ำแห้งขอดจนสันดอนขึ้น และมีบางช่วงแถวๆอำนาจเจริญที่เดินข้ามไปมาระหว่างประเทศได้(4) ทั้งๆที่แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอาศัยอยู่  (อยากรู้ว่าปลาอะไรดูเฉลยท้ายเรื่องนะจ๊ะ) (5) คิดดูสิว่าเมื่อก่อนมีน้ำมากมายขนาดไหน แล้วใครเอาน้ำไป ไม่ต้องบอกก็คงรู้ๆกันอยู่  หากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก อะไรจะเกิดขึ้น (บรื่อ...ไม่อยากคิดต่อเล้ย)
แหนะๆๆ พูดกันอยู่อย่างนี้ ยังเห็นบางคนเปิดน้ำไหล แล้วก็เอ้อละเหย ลอยหน้าแปรงฟัน ไม่รู้ร้อนรู้หนาว   ไม่ต้องมาก แค่ 3-5 นาทีหมดไปแล้วยี่สิบกว่าลิตร  คิดดูสิ  น้ำที่อุตส่าห์ต้องไปแย่งมาจากชาวนาชาวไร่ ไประเบิดภูเขามาสร้างเขื่อนกักไว้  ไปสร้างคลองประปา ไปถลุงเหล็กมาสร้างท่อส่ง ฯลฯ  แล้วเอามาใช้กันอย่างนี้หรือ   แค่นั้นยังไม่พอ น้ำจำนวนนี้ยังต้องกลายเป็นน้ำเสียเกิดเป็นมลพิษให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นที่วางไข่ของยุง หรือไม่ก็ต้องให้รัฐเสียค่าบำบัดอีก อย่าเถียงนะ ว่านั่นเป็นสิทธิที่คุณจะทำได้เพราะคุณได้จ่ายภาษีแล้ว  เอาเงินไปใช้อย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ   
เอ้า! จะช่วยกันยังไงดีนะ  ก่อนอื่น ไปดูข้อมูลข้างล่างนี้ก่อน เผื่อจะคิดออก
สถานที่
กิจกรรม
วิธีการ
การใช้น้ำ (ลิตร/ครั้ง)
จำนวนครั้ง/วัน
จำนวน 4
คน/ครัวเรือน
ประมาณการใช้น้ำ/ครัวเรือน/วัน(ลิตร)
ครัว
ล้างผัก
ก.ในกะละมัง
15
3
1
45


ข.เปิดน้ำไหล  10 นาที
120
3
1
360

ล้างจาน
ก.ใช้มือ
18
1
1
18


ข.เครื่องล้างจานประหยัดน้ำ
16
1
1
16


ค.เครื่องล้างจานธรรมดา
36
1
1
36
ซักล้าง
เครื่องซักผ้า
ก.ฝาหน้ารุ่นประหยัดน้ำ
100
1
1
100


ข.ฝาบนรุ่นประหยัดน้ำ
110
1
1
110


ค.ฝาบนแบบธรรมดา
240
1
1
240
ห้องน้ำ
อาบน้ำ
ก.ฝักบัวประหยัดน้ำ
(6 นาที)
38
2
4
304


ข.อ่างน้ำ
100
1
4
400


ค.จากุ๊ชชี่
170
1
4
680

ชักโครก
ก.ชนิดประหยัดน้ำแบบครึ่งถัง
3
5
4
60


ข.ชนิดประหยัดน้ำ
6
5
4
120


ค.รุ่นธรรมดา
11
5
4
220

แปรงฟัน 1 ครั้ง
ก.ใส่แก้ว แก้ว
1
2
4
8


ข.เปิดน้ำตลอดการแปรงฟัน (3 นาที)
27
2
4
216
นอกบ้าน/ ในสวน
ล้างรถ
ก.รองใส่ถัง
75
0.14
1
10.71


ข.ใช้สายยาง
420
0.14
1
60

รดน้ำต้นไม้
ก.ใช้น้ำฝนบางส่วน
4.57
1
1
4.57


ข.หัวกระจาย (sprinkle) ชั่วโมงละ
1,000
0.33
1
333.33


หากลองคำนวณดู  จะได้ข้อมูลที่น่าตกใจทีเดียวว่า ถ้าเราใช้น้ำอย่างไม่ประหยัด เช่น เปิดน้ำไหลขณะล้างผัก  อาบน้ำในอ่างจากุ๊ชชี่  เปิดน้ำไหลตลอดการแปรงฟัน ฯลฯ  เราจะใช้กันถึง 536 ลิตร/คน/วัน หรือเท่ากับ 2,145 ลิตร/ครัวเรือน/วัน หรือเทียบง่ายๆ ก็เท่ากับถังเก็บน้ำใบใหญ่ๆ(6) ที่ตามบ้านในกรุงเทพชอบใช้กัน 2 ถังกว่าๆ นั่นเลยทีเดียว
แต่ถ้าเราลองใช้น้ำแบบประหยัดกันบ้าง ไม่ใช่แบบอดๆอยากๆนะคะ  เพราะเราไม่ได้เอาน้ำดื่มและน้ำทำอาหารมาคำนวณ  จริงๆน่าจะบอกว่า “เป็นการใช้น้ำแบบถูกวิธี” มากกว่า  เราจะใช้น้ำกันเพียง 137 ลิตร/คน/วัน หรือเท่ากับ 550 ลิตร/ครัวเรือน/วัน  หรือเทียบง่ายๆก็คือถ้าเรามีน้ำเท่ากับคนที่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย แต่เราใช้มันอย่างถูกวิธี เราจะใช้ได้ถึง 4 วัน
ดังนั้น วิธีประหยัดน้ำแบบง่ายๆ และง่ายที่สุดก็คือ ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้น้ำนั่นเอง หมูใช่ไหมคะ  ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า “คุณทำได้อยู่แล้ว”  และแน่นอนว่าถ้าคุณเปลี่ยนจากวิธีการใช้น้ำแบบที่ 1 มาเป็นแบบที่ 2 แล้วหล่ะก้อ  คุณจะสามารถลดการใช้น้ำได้ถึงวันละ 1,595 ลิตร/ครัวเรือน/วัน ซึ่งวิธีที่ 2 นี้ช่วยให้คุณประหยัดน้ำได้ถึง 74% เลยทีเดียว 
แต่หากว่าคุณยังชอบเปิดน้ำไหลตอนล้างผัก เพราะกลัวสารเคมีตกค้าง ก็ช่วยนำกะละมังมารองน้ำเก็บไว้ แล้วนำไปรดต้นไม้ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ของน้ำได้อีกแรงหนึ่ง (ที่สำคัญ คุณจะได้รู้ว่า ล้างผักแต่ละทีเสียน้ำไปขนาดไหน) หรือไม่ก็ทำระบบแยกน้ำที่เป็นน้ำที่ยังไม่สกปรกเกินไป ที่เขาเรียกว่า grey water เช่น น้ำอาบ น้ำล้างจาน ล้างผัก ซักผ้า โดยขุดทางหรือต่อท่อให้มันไหลสู่ต้นไม้ในสวนโดยตรง (เหมือนชาวบ้านต่างจังหวัด)  แต่หากน้ำใช้แล้วมีปริมาณมากพอสมควร อย่างเช่น ตามโรงแรม รีสอร์ท หรือแม้แต่ตามหมู่บ้านจัดสรร ก็ใช้วิธีบำบัดโดยปล่อยให้มันไหลผ่านพืชชนิดต่างๆ เช่น ผักตบชวา กก ธูปฤษี หญ้าแฝก เสียก่อนเพื่อลดความสกปรกลง แล้วเติมจุลินทรีย์ก่อนที่จะปั๊มมารดต้นไม้ก็ทำได้
หรือถ้าคุณคิดจะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ นั่นแหละ คุณมาถูกทางแล้ว  โดยเฉพาะอุปกรณ์ในส่วนของห้องน้ำ เพราะวันๆนึง เราใช้น้ำไปกับกิจกรรมในห้องน้ำถึง 52 %  โดยที่เหลือเป็นกิจกรรมในห้องครัว นอกบ้านและซักล้างเท่ากับ 18, 18 และ 11  % ตามลำดับ 
เริ่มต้นจากส่วนที่ทำให้น้ำออกมา คือ ก๊อกน้ำ และฝักบัว ให้เลือกแบบประหยัดน้ำ  ถามคนขายได้เลย หรือถ้าสังเกตดูจะเห็นน้ำที่ออกมาจะมีลักษณะเป็นฟองฟูๆ คือมีอากาศปนอยู่ในน้ำทำให้น้ำดูเหมือนมีปริมาณเพิ่มขึ้น 
สำหรับชักโครกควรเลือกแบบ 2 ปุ่ม สำหรับเบาและหนัก ( ดูภาพ)  แต่หากสุขาเดิมยังใช้งานได้ดีอยู่ คุณก็สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ด้วยการนำขวดพลาสติกขนาดครึ่งลิตรใส่น้ำให้เต็มแล้วใส่ในถังน้ำชักโครกก็ช่วยได้เยอะ (ดูภาพ)   หรือจะใช้ชักโครกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น ใช้น้ำที่ผ่านการซักผ้ามาแล้วกับชักโครก ดังภาพ  ก็จะทั้งสะอาดทั้งหอมเลยทีเดียว  น่าเสียที่ยังไม่เคยเห็นสุขาแบบนี้ในเมืองไทย หากใครพบช่วยแจ้งข่าวด้วยนะคะ
นอกจากนี้  น้ำฝนที่พระพิรุณประทานมาให้ฟรีๆ  แม้สภาพฝุ่นควันในอากาศจะไม่เอื้อให้นำมาดื่มเหมือนสมัยก่อน  แต่ก็ยังถือว่ามีคุณภาพดีพอที่จะนำมาใช้ในการล้างรถ   ชักโครก ใส่บ่อปลา หรือนำมารดน้ำต้นไม้ยิ่งดี  โดยเฉพาะ เห็ด กับกล้วยไม้ นี่จะชอบน้ำฝนเป็นพิเศษ ไม่เชื่อลองดูนะคะ



ข้อมูลจากหนังสือ 1001 วิธีอยู่สบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม.ได้ประมาณการว่า พื้นที่หลังคาขนาด 100 ตรม.  ที่ระดับน้ำฝน 1200 มม. (น้ำฝนในบ้านเมืองเราโดยเฉลี่ยก็ประมาณนี้แหละค่ะ) สามารถเก็บน้ำได้ถึงปีละ  120,000 ลิตร (เทียบได้กับถังเก็บน้ำใบใหญ่ๆที่ใช้ตามบ้านในกรุงเทพ 120 ถัง)  อันนี้เราต้องลงทุนทำรางน้ำฝนซะก่อน  ที่บ้านฉันจะทำรางน้ำไว้บนหลังคา  โดยมีท่อลงจากหลังคา 3 จุด จุดที่ 1 และ 2 จะมีโอ่งรองน้ำไว้ใช้  สะดวกมากค่ะ  ใช้ทั้งล้างมือและเท้าก่อนเข้าบ้าน  ล้างรถ ล้างพื้น รดต้นไม้ สารพัดประโยชน์  ส่วนโอ่งก็แล้วแต่ความชอบค่ะ เดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายสไตล์ตั้งแต่ใบละไม่กี่ร้อยไปยังใบละหลายหมื่นบาท จะเลือกสุดสวยคลาสสิกขนาดไหนก็แล้วแต่ความชอบค่ะ  ถ้าปลูกต้นไม้ไว้รอบๆ ก็ดูเก๋ไปอีกแบบหนึ่ง   เด็กๆยังสามารถมาตักน้ำสาดกันในวันที่อากาศร้อนได้อีกด้วย

ส่วนท่อน้ำฝนจุดที่ 3 เราต่อท่อลงสู่ถังเก็บน้ำใต้ดินที่ทำจากวงซีเมนต์ ขนาด 4 วงเชื่อมต่อกันในแนวสูง และมีท่อเชื่อมต่อกันทั้งหมด 5 แถว โดยซ่อนอยู่ใต้ดินทั้งหมดทำให้ไม่เกะกะสายตา ไม่เปลืองที่เก็บ ส่วนด้านบนก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อีก  ปีๆนึง สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้หลายรอบ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงค่ะ เพราะไม่ต้องการความประณีตสวยงาม แค่ขอให้เก็บน้ำอยู่ก็พอ ดังนั้นต้นทุนส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ราคาวงซีเมนต์ค่ะ ส่วนค่าแรงแค่นิดเดียวเท่านั้น

แต่ก็มีเหมือนกันที่เขานำที่เก็บน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน แถมยังช่วยลดความร้อนได้ด้วย  แค่ตกแต่งเพิ่มสีสันด้วยกระเบื้อง นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังใช้เป็นที่เก็บน้ำฝนและเพิ่มความแข็งแรงให้กับบ้านไปในตัวดูภาพประกอบนะคะ  หรือจะให้ง่ายเข้า ก็ซื้อถังเก็บน้ำที่มีขายตามร้านเครื่องก่อสร้างมีหลายเกรด หลายราคา หลายสีทั้งแบบธรรมดาและป้องกันราและสาหร่ายมาใช้แทนก็ได้ ไม่ว่ากัน


นอกจากวิธีที่เล่าให้ฟังข้างต้นแล้ว  เรายังสามารถทำที่เก็บน้ำแบบง่ายๆ ด้วยการขุดดินให้ลึก เพื่อทำสระน้ำได้อีก เรียกว่า สุดยอดของเคล็ดวิชา คือการคืนสู่สามัญนั่นแหละค่ะ อันนี้ก็ลงทุนจ้างรถมาขุดได้เลย  ถ้าบ่อลึก โอกาสที่จะมีน้ำใช้ทั้งปี ก็จะมีมาก  แถมดินที่ขุดขึ้นมาก็สามารถนำมาถมที่ให้สูงขึ้น   ชาวเมืองอาจไม่นิยมใช้น้ำจากสระเท่าไรนัก  แต่ถ้า เราเพิ่มปลาทับทิมและปลาตะเพียนลงไป เพิ่มกบ เพิ่มปูนา ปลูกต้นไม้รอบๆบ่ออีกนิด  ก็เพิ่มสีสัน และเสียงจากธรรมชาติ ช่วยให้บ้านกลายเป็น  Resource and sra pla  นั่นก็คือมีทั้งทรัพย์สมบัติและสระปลา เป็นการเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านอาหารด้วย  เรียกว่า  เจ๋งกว่า resort and spa  ซึ่งเราคงมีเงินและเวลาที่จะไปใช้บริการได้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ส่วน Resource and sra pla  นี่อยู่กับเราทุกวัน  แค่นี้ ก็เป็นการสร้างสรรสวรรค์ในครอบครัว เรียกว่า อยู่หมัดทั้งคุณพ่อ คุณลูก  ไม่ว่าวันไหนๆก็อยากอยู่บ้านกันทุกวันเลย

ในเมื่อน้องน้ำมีความสำคัญซะขนาดนี้ แล้วจะปล่อยไปเธอผ่านแบบไม่สนใจใยดีได้อย่างไร



อ้างอิงและเชิงอรรถ
(1) พัตสลา เพชรใส ,http://gotoknow.org/blog/easyhealthy/27938 (เข้าถึงเมื่อ  กพ.54)
(4) ข้อมูลเดือน พย.2553 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1290499093&grpid=03&catid=&subcatid=
(5) ปลาบึกไงหล่ะ
(6) ถังขนาด 1000 ลิตร
(7) รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย),2550    “ 1001 วิธีอยู่สบายเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”  



วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การศึกษาทาง (พ่อ) เลือก



เดชรัต สุขกำเนิด (พ่อต้น)

จะว่าไปก็เป็นเรื่องแปลกที่เราพ่อแม่มักจะไขว่คว้าหาการศึกษาทางเลือกบ้าง โรงเรียนทางเลือกบ้าง แต่เรากลับไม่ค่อยได้ย้อนคิดว่า การศึกษาที่เรามุ่งหวังและมุ่งสร้างให้ลูกของเรา คืออะไรกันแน่

เป็นไปได้ว่า เพราะเราอาจจะมุ่งไปที่การ “เลือก” มากเกินไป เหมือนที่เราคุ้นเคยกับการเลือกสมาร์ทโฟน เลือกบ้านจัดสรร เลือกหุ้นตัวที่มีอนาคต เลือกร้านอาหารอร่อย และเลือกโรงเรียนที่เราเชื่อถือ

แต่ก็เป็นไปได้ว่า ในชีวิตของเรา เราอาจมีอีกหลายๆ เรื่อง ที่เรามิอาจเลือกทุกอย่างได้ทั้งหมด เพราะบางกรณี อาจไม่มีใครเสนอ “ตัวเลือก” หรือ “ทางเลือก” ที่ตรงกับใจเรา เพราะผู้ประกอบการที่เสนอผลิตภัณฑ์/บริการเหล่านั้นอาจจะยังไม่ทราบว่าเราต้องการอะไร

หรืออาจเป็นไปได้ว่า เราเองก็อาจจะยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า ตัวเราเองต้องการอะไรกันแน่

ดังนั้น หลายเรื่องในชีวิต จึงมิอาจตั้งอยู่บนฐานของการเลือก ที่พวกเราชนชั้นกลางและผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อคุ้นเคย แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้อง “ลงมือ” สร้างสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาด้วยมือของเราเอง โดยใช้ “ใจ” ของเราเป็นไฟนำทาง

การศึกษาของลูกเรา น่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องเหล่านั้น ที่ต้องใช้ “ใจ” และ “มือ” ของเราประกอบมันขึ้นมา มิใช่แค่ไป “เลือก” หาสินค้าที่มีคุณภาพจากชั้นวางเช่นเดียวกับสินค้าอื่นๆ

ผมยอมรับว่า ตัวผมเองก็ไม่เคยขบคิดกับเรื่องเหล่านี้มาก่อน เพราะเชื่อว่าตัวเองได้เลือกโรงเรียนที่ดีให้กับลูกแล้ว และแม้บางครั้งที่เราอาจหงุดหงิดกับโรงเรียนที่เราเลือก คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวของผมก็มักจะเป็น “แล้วเราจะเลือกโรงเรียนไหนให้ลูกเราดี หรือเราไม่มีทางเลือกแล้วก็ต้องอยู่ในโรงเรียนนี้ต่อไป”

ทุกอย่างเป็นเรื่องการเลือก แม้ว่าหลายครั้งเราจะไม่ค่อยมีทางเลือกก็ตาม


น้องกระติ๊บตอน ป.1 ไปทัศนศึกษากับพี่ปริญญาโท ที่สวนกล้วยไม้ อ.สามพราน 
(พย.2549)


จะว่าไปก็เพราะน้องน้ำนั้นแหละที่ทำให้ผมได้คิด

ผมจำไม่ได้ว่า นานเท่าไรแล้วที่ชีวิตของผมจะตื่นขึ้นมา แล้วไม่มีกำหนดการกำกับไว้ในสมุดแพลนเนอร์ แต่ก็เพราะน้ำท่วมนี้แหละที่ทำให้งานต่างๆ ถูกยกเลิกออกไป ทุกเช้าในช่วงนั้น จึงมีแต่เสียงลูกทั้งสองคนที่บอกว่า วันนี้อยากเรียนรู้เรื่องอะไร อยากจะไปที่ไหน อยากให้พ่อสอนอะไรบ้าง

เราพ่อ แม่ ลูกจึงได้ไปเที่ยวและเรียนรู้ร่วมกันมากมาย ทั้งพื้นที่ประวัติศาสตร์ ตำราเรียน แบบฝึกหัด และชีวิตผู้คน

ผมจึงเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า ลูกของเราอาจไม่ได้ต้องการเฉพาะ “การศึกษา” หรือ “โรงเรียน” ที่เลือกให้ แต่ “ตัวเรา” ต่างหากที่เป็น “การศึกษาทางเลือก” ที่ลูกต้องการ ซึ่งเราก็อาจหลงลืมและไม่ค่อยให้เวลากับลูกอย่างที่เขาอยากจะให้เป็น

ผมย้อนคิดไปถึงวันเวลาที่พวกเราได้เคยจัดกิจกรรมเรียนรู้โลกกว้างร่วมกันตั้งแต่ ป.2 จนถึง ป.5 นั่นคือ ส่วนหนึ่งของการศึกษาที่พวกเราพ่อแม่ลงมือสร้างขึ้นมาด้วยใจของเราเอง แล้วพวกเรายังจดจำรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา (ในบางครั้ง) และคำถามของลูกๆเราได้หรือไม่ สำหรับผมแล้ว มันเป็นกิจกรรมที่มีความสุขและความประทับใจไม่รู้ลืม

เรียนรู้วิถีชีวิตชาวสวนและการทำน้ำตาลปี๊บที่สมุทรสงคราม 


ทำกระทงที่สวนศิลป์บ้านดิน

แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมผมจึงปล่อยให้สิ่งที่เรียกว่า “งาน” มาช่วงชิงเวลาของผมไปจนหมด กิจกรรมดีๆ เช่นนี้จึงเงียบหายไปกับภาระอันหนักอึ้งของผม แม่ทิพย์ และพ่อแม่พวกเราทุกคน จนกระทั่งพ่อยมและแม่ตุ๊ก พร้อมกับหลายๆ ท่านช่วยกันรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในเดือนสุดท้ายของชั้น 6 นี้ (ขอขอบคุณพ่อยมและแม่ตุ๊กมากๆ ครับ)

สนุกสุดเหวี่ยงก่อนจากกันตอน ป.6 แก่งกระจาน (เม.ย.2555) 






  
มาถึงตรงนี้ ผมเลยนึกถึงโพสต์อันหนึ่งในกลุ่มเพลิน เขาบอกว่า

“หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้ อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่มาทำแทนได้ 
แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอาจเศร้าโศกไปชั่วชีวิต
ลองคิดดูว่า คุ้มกันมั้ยหากเราจะทุ่มเทกับงานมากกว่าครอบครัว”
นี่เป็นโจทย์สำคัญที่พระไพศาล วิศาโล เคยบอกไว้นานแล้วว่า คนเรามักให้ความสำคัญกับ
 “งานที่เร่งด่วน” (มิฉะนั้น นายจ้างหรือลูกค้าอาจหันไปหาคนอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้เราตาย) มากกว่า “งานที่สำคัญ” (เช่น การศึกษาของลูกเรา) อยู่เสมอ

ผมเองก็มักตกอยู่ในบ่วงของงานเร่งด่วน และหลงลืมงานสำคัญ โดยเฉพาะหลงลืมการเรียนรู้ของลูกเรา ไปอย่างน่าเสียดาย (จริงๆ แล้ว ต้องเรียกว่า “น่าเสียใจ” มากกว่า) จนกระทั่ง น้องน้ำมาเบรคงานเร่งด่วนทั้งหมด ผมจึงได้มีโอกาสทำงานที่สำคัญ แล้วผมก็พบว่า การทำงานที่สำคัญนั้นเป็นงานที่มีความสุข โดยเฉพาะสำหรับลูกๆ ของเราเอง

ผมจึงตระหนักรู้ว่า การศึกษาทางเลือกของผมนั้นคืออะไร คำตอบคือ  “การศึกษาที่ผมจะเลือกลงมือเอง” ทั้งนี้ ผมมิได้หมายความว่า ผมจะไม่พาลูกไปโรงเรียน หรือ ผมสอนหนังสือได้ดีกว่าโรงเรียน แต่หมายความว่า นอกเหนือจากโรงเรียนและอื่นๆ ที่เราเลือกให้ลูกแล้ว ผมก็พร้อมแล้วที่จะลงมือเอง

ในระหว่างน้ำท่วมนั้น ผมพบว่า วิชาวิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนสำคัญสำหรับกระติ๊บลูกสาวคนโตของผม (และของเด็กเพลินชั้น 6 หลายๆคน) ประกอบกับเขาก็ชอบเรียนวิทยาศาสตร์แบบที่ผมคุยให้ฟังซะด้วย พอน้ำลด ผมเลยเปิดตัวรายการ “สู้เพื่อลูก” เพื่อติววิทยาศาสตร์ให้กับลูกของพวกเรา ทุกเช้าวันอาทิตย์ ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง


“สู้เพื่อลูก วิชาวิทยาศาสตร์ ช่วงชั้น 2”
          ( ม.ค.2555)
 
ปรากฏว่า นอกจากกระติ๊บแล้ว ยังมีเด็กอีกหลายคนที่มาร่วมเป็นประจำ ผมว่า เป็นช่วงเวลาที่สนุกดีนะครับ ผมยังจำได้ “เธน” จะต้องเตรียมคำถามมาจากบ้านล่วงหน้าทุกครั้ง ส่วน “ข้าว” จะมีคำถามแปลกๆที่น่าสนใจ มาถามเสมอ “ตั้ม” มาเป็นประจำทุกครั้ง พร้อมทั้งยังถามผมว่า ทำไมไม่จัดอีก “มีมี่” อยู่ป.4 แต่อยากมาร่วมฟังกับ “พี่มินท์”   “น้องแดน” ลูกชายคนเล็กของผมอยู่แค่ ป.1 แต่ก็อยากจะฟังด้วย และมักถามคำถามตลกๆ ให้พี่ๆ ได้สนุกและมีความสุขกันอยู่เสมอ
                                         
สำหรับผม มันช่างเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่สดใส หลายครั้งก็มีคุณแม่หลายท่านมารอลูกๆ และตั้งวงคุยกันด้วย ทำให้บรรยากาศยิ่งคึกครื้นมากขึ้น ถึงตอนนี้ ผมแน่ใจแล้วว่า การลงมือด้วยตนเองคือ การศึกษาที่ผมจะเลือกทำ เพื่อเพิ่มเติมลงไปในพื้นที่ชีวิตการเรียนรู้ของลูก

อย่างไรก็ดี ผมยังไม่ลืมที่จะต้องหลอกตัวเองให้เห็นว่า งานนี้เป็นงานเร่งด่วน ด้วยการจดลงในสมุดนัด สมุดที่บัญชาชีวิตของผม วิธีการนี้ผมเรียนรู้มาจากแดนไท เวลาผมรับปากจะพาแดนไปเที่ยวสถานเสาวภา พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ หรือที่ไหนก็ตาม แดนไทจะย้ำเสมอว่า “พ่อ จดวันเที่ยวไว้ในสมุดของพ่อแล้วหรือยัง” ในช่วงนั้น หากใครเชิญให้ไปบรรยายวันอาทิตย์ ผมก็จะตอบว่า “ผมติดสอน” แล้วผมก็จะรักษาเวลานั้นไว้ เพื่อทำงานสำคัญสำหรับชีวิตของผมและชีวิตของลูก

ผมคิดว่าพวกเราพ่อแม่คงจะต้องตั้งหลักกันอย่างจริงจัง ว่าเราจะลงมือเรียนรู้ไปพร้อมๆกับลูกรักอย่างไรดี ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นสุดยอดในวิชานั้น เพียงแต่เรานั่งลงและเรียนรู้พูดคุยไปพร้อมๆ กัน อ่านหนังสือหรือทำการบ้านเพิ่มเติม ที่สำคัญคือ ทำจิตใจให้สนุก ย้ำกับตัวเราเองเสมอว่า เรากำลังทำงานสำคัญสำหรับชีวิตเราและชีวิตลูก

บางครั้งเราอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่การเรียนรู้ร่วมกันก็ยังสร้างความสุขให้กับลูกอยู่ดี เช่น ผมมักนั่งอ่านวิชาประวัติศาสตร์ไปพร้อมกับกระติ๊บก่อนนอน เพราะกระติ๊บชอบวิชาประวัติศาสตร์มาก ถึงจะไม่มีวิชานี้ในการสอบเข้าม.1 แต่เราก็ต้องเรียนด้วย ลูกถึงจะมีความสุขในการเตรียมสอบ วิชาภาษาอังกฤษ ทั้งพ่อและแม่ไม่ค่อยถนัดทั้งคู่ ก็เลยใช้วิธีนั่งดูวิดีโอ คริสเดลิเวอรี่ด้วยกัน สนุกกันทั้งบ้าน ส่วนวิชาภาษาไทย คุณลูกล้ำหน้าคุณพ่อคุณแม่ไปไกลแล้ว โดยเฉพาะการแต่งกาพย์กลอน ก็ให้ลูกสอนเราบ้างก็ได้ครับ

ผมอยากย้ำว่า สำหรับเราแล้ว “ลูกไม่ได้ต้องการสุดยอดครูหรือติวเตอร์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน” สิ่งเหล่านั้นหาได้ไม่ยากที่โรงเรียน โรงเรียนกวดวิชา อินเตอร์เน็ต หรือจานดาวเทียม แต่บางครั้ง ลูกต้องการ “เรา” พ่อแม่ที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มิอาจหาใครทดแทนหรือดาวน์โหลดได้จากที่ไหน

คุณยุทธการ มากพันธุ์ อดีตผู้จัดการของคำแสดรีสอร์ทเคยบอกผมว่า หลายครั้งคนเรามักจะหา “ความสุขแบบวิถีอ้อม” นั่นคือ การมุ่งทำงาน เพื่อให้ได้เงิน แล้วนำเงินไปซื้อสิ่งต่างๆ ที่เราเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุขของเรา สุดท้ายไม่แน่ใจว่าเรายังเหลือเวลา และเหลือใจสำหรับความสุขนั้นมากน้อยเพียงใด คุณยุทธการแนะว่า เราน่าจะแบ่งเวลาของเรา มาหา “ความสุขวิถีตรง” กันบ้าง นั่นคือ การลงมือสร้างความสุขที่เราต้องการขึ้นมา ด้วยมือและใจของเราเอง โดยไม่ต้องอาศัยเงินเป็นสื่อกลางเสียทุกครั้งไป

ผมคิดว่าข้อแนะนำของคุณยุทธการนั้นใช้ได้กับการศึกษาของลูกเราเช่นกัน แทนที่เราจะมุ่งหาเงินมาสำหรับการศึกษาที่เรา “เลือกสรร” ให้กับลูกของเราอย่างดีที่สุด เราอาจจะแบ่งเวลาของเรามาสร้าง “ปฏิบัติการเรียนรู้” ด้วยมือและใจของเราเอง ใครจะรู้ว่าเราอาจจะได้การเรียนรู้และความสุขมากกว่าการเลือกสรรที่เราเคยชินอยู่ก็ได้

จากนี้ต่อไป ทุกเช้าวันอาทิตย์ที่บ้านของเราจะเปิดเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำหรับลูกๆ พ่อแม่ ของเพลินชั้น 6 ในปีนี้ ทุกครอบครัว นอกจากวิชาวิทยาศาสตร์และสังคมศึกษาที่ผมจะสอนแล้ว ผมอยากเชิญพ่อยมมาสอนคณิตศาสตร์ แม่น้องมาสอนภาษาอังกฤษ แม่กิ้มจะมาสอนเพศศึกษา แม่เจี๊ยบมาสอนทำคูเดอพาจ เสียดายที่แม่ตู๋คงมาสอนประวัติศาสตร์ไม่ได้แล้ว เพราะย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ใครสะดวกสัปดาห์ไหนก็มา ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร หรือไม่มีที่ไปก็แวะมานั่งเรียนรู้ร่วมกัน บางครั้ง เราอาจย้ายไปเรียนทำขนมที่บ้านแม่พิม เรียนศิลปะบ้านพ่ออ๊อด หรือไปเที่ยวนอกสถานที่กันก็ได้ ขอให้เราเรียนร่วมกันก็พอ

ขอขอบคุณคุณพ่อ คุณแม่ และคุณลูกทุกท่าน สำหรับการอยู่ร่วมกันในชุมชนแห่งการเรียนรู้ตลอดหลายขวบปีที่ผ่านมา จากนี้ต่อไป ไม่ว่าพวกเราจะแยกย้ายกันไปอยู่โรงเรียนใด เราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ เมื่อลูกของเราเติบใหญ่และก้าวไปสู่โลกที่กว้างไกลและเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ผมคิดว่า ไม่มีทางเลือกใดที่จะดีไปกว่าการเรียนรู้ที่อยู่บนโลกใบนี้ให้ดีที่สุด ไปพร้อมๆ กับลูกรักของพวกเรา


นี่คือ การศึกษาทางที่ผมเลือก ทางที่พ่อแม่จะร่วมสร้างการเรียนรู้ ด้วยมือและใจของพวกเรา เรียนรู้โดยตรงกับลูกรักไปพร้อมๆกับการเรียนรู้ในโรงเรียนและสื่ออื่นๆ และผมอยากชวนให้ทุกท่านมาลงมือเรียนรู้ร่วมกัน


Learn with Love
.



ฉลาดงอก



รุ่งทิพย์  สุขกำเนิด

        “อะไรเอ๋ย ตอนเด็ก ตัวเขียวๆ พอโตเป็นสาว ขาวอวบน่าหมั่นเขี้ยว  (อะอ้า อย่าคิดมาก) ใบ้ให้อีกนิดเดียวว่า แม่ค้าจะหวาดเสียว ถ้าไม่มีเธอในร้านให้เคี้ยวคู่กับอาหารต่อไปนี้ ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่แห้ง ผัดไทย หอยทอด เกาเหลา และข้าวยำ”
         
         ก็  “ถั่วงอก” ไงคะ  คิดไม่ถึงใช่ไหมหล่ะ ว่าถั่วงอกเนี่ยเป็นผักยอดฮิตคู่กับอาหารไทยอย่างไม่น่าเชื่อ  มีค่าประมาณการว่าเฉพาะกรุงเทพมหานครเพียงจังหวัดเดียวมีการบริโภคถั่วงอกถึง 2 แสนกิโลกรัมต่อวัน เมื่อคำนวณทั้งประเทศคนไทยจะบริโภคถั่วงอกไม่น้อยกว่า 1 ล้านกิโลกรัมต่อวันเลยทีเดียว1




ไม่ใช่แค่ถั่วงอกจะเป็นผักยอดฮิต  แต่ถั่วงอกยังเป็นแหล่งสารอาหารและวิตามินที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ซึ่งอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็ว เนื่องจากกระบวนการงอกทำให้โมเลกุลของสารอาหารในเมล็ดเปลี่ยนไปอยู่ในลักษณะที่ร่างกายย่อยได้ง่าย โดยโปรตีนในเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน  ไขมันจะเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน และแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส  อีกทั้งถั่วงอกยังมีวิตามินบีรวม วิตามินอี และวิตามินซีซึ่งอยู่ในรูปสารละลายมีปริมาณเพิ่มขึ้น (พบว่าถั่วและเมล็ดงอกทุกชนิดมีวิตามินซีมากกว่าในรูปที่เป็นเมล็ด 3-5 เท่า (เทียบเท่ากับมะเขือเทศ) วิตามินบี 1 มีปริมาณเพิ่มขึ้น 5 เท่า)  นอกจากนี้การงอกยังทำให้เกิดวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตและซ่อมแซมเซลล์ ซึ่งปกติวิตามินบี 12 นี้จะพบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่านั้น และยังพบธาตุเหล็ก และมีสารเลซิติน (lecithin) ซึ่งช่วยบำรุงประสาทและการทำงานของสมอง มีสารต้านความแก่ ที่เรียกว่า ออซินัน (auxinon) ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่แก่เร็ว2  ด้วยความที่ถั่วงอกเป็นผักที่ทานง่ายกลิ่นอ่อน และให้เส้นใยสูง จึงเหมาะอย่างยิ่งกับเด็กและคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย จะเห็นว่าถั่วงอกเป็นพืชที่ให้สารอาหารมากมายอย่างไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับราคาและระยะเวลาในการปลูก

การทดสอบสารอาหารต่อถั่่่วงอกหนึ่่่ึ่่งหน่วยบริโภค 100 กรัมจากห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบอาหาร  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์


เฉพาะรายการที่ทดสอบ
ผลการทดสอบ
(ต่อถั่วงอก 100 กรัม)
วิธีทดสอบ
วิตามิน
27.51 มิลลิกรัม
HPLC
โปรตีน
1.69 กรัม
Kjeldahl’s method
ไขมัน
0.04 กรัม
SFE
ไฟเบอร์
0.93 กรัม
AOAC
โซเดียม
3.69 มิลลิกรัม
FASS
แคลเซียม
13.14 มิลลิกรัม
FASS
เหล็ก
5.16 มิลลิกรัม
FASS
ที่มา : http://surabean.com/NutriFactsTH.html

แต่ก็เป็นที่น่าเสียวไส้อยู่ไม่น้อย หลังจากที่มีข่าวว่าเชื้ออีโคไลได้คร่าชีวิตชาวเยอรมันเมื่อปีที่ผ่าน (ปี 2554)มาจากการทานถั่วงอกเข้าไป3  แต่สำหรับคนไทยเชื้อนี้อาจทำอะไรเราไม่ได้มากเพราะเรามีภูมิต้านทานดีกว่า แต่ท่านพญายมอาจถามหาคนไทยที่นิยมทานถั่วงอกได้ ก็เพราะว่าในอุตสาหกรรมการผลิตถั่วงอกของบ้านเรามีการอนุญาตให้ใช้สารเคมีโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ในน้ำสุดท้ายก่อนนำถั่วงอกออกจำหน่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ถั่วงอกสีคล้ำลง แม้จะมีมาตรฐานกำหนด แต่มันก็เป็นการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกายอยู่ดี  คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายของคุณจะสามารถรับสารเคมีได้อีกมากน้อยแค่ไหน เพราะวันหนึ่งๆเราก็รับสารเคมีเข้าไปเยอะอยู่แล้ว ทั้งจากการกิน ดม ทา อาบ ฯลฯ และคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าสารป้องกันสีคล้ำที่เขาใช้กันตามมาตรฐานจะไม่สะสมในร่างกาย หรือไม่ทำปฏิกริยากับสารเคมีอื่นที่รับเข้าไปด้วย และคุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจะไม่เกิดอะไรขึ้นในระยะยาว???  ที่ผ่านมา เคยมีรายงานว่ามีผู้ผลิตบางราย ทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และทั้งที่รู้แต่ยังทำได้ ใช้สารฟอกขาวประเภทโซเดียมโฮโดรซัลไฟต์4 ซึ่งใช้ในการย้อมอวนแทนสารที่ได้รับอนุญาต ยิ่งไปกันใหญ่ และมีบางรายใช้ฟอร์มาลีน5 ร่วมด้วยเพื่อรักษาความสดของถั่วงอกนี่ยิ่งหนักเลย  เอาเป็นว่า เพื่อความปลอดภัย บ้านต้นคิดทิพย์ธรรม จะขอแนะนำวิธีเพาะถั่วงอกกินเองแบบง่ายๆ ปลอดภัย สบายกระเป๋า ให้ลองไปทำกันดูค่ะ

ขั้นแรก  เตรียมอุปกรณ์
 1. ถั่วเขียว 5 กำมือ (ประมาณ 2 ขีดหย่อนๆ) แช่น้ำ 1 คืน
 2. กระถางดินเผาปากกว้างประมาณ 9 นิ้วที่ล้างสะอาดตากแดดจนแห้ง 1 ใบ
 3. ใบตองล้างสะอาด ประมาณครึ่งใบ
 4. ไม้เล็กๆ สำหรับขัด (เช่น ไม้ไผ่เล็กๆ คล้ายตอกแต่แข็งกว่า)
ขั้นที่ 2 วิธีการทำ
          1. วางใบตอง 3 ชั้น  แล้วตามด้วยถั่วเขียวทั้งหมด
          2. ปิดด้วยใบตองสัก 3 ชั้น
          3. เอาไม้ขัดให้แน่น โดยขัดสูงกว่าถั่วเล็กน้อย
4. รดน้ำหรือ แช่กระถางในกะละมังที่มีน้ำพอท่วมถั่่ว  ทิ้งไว้ 3-5 นาทียกขึ้น ทำวันละ 3-4 เวลา
          5. เก็บไว้ในที่ร่ม และค่อนข้างมืด
          6. ทำซ้ำข้อ 2.4 และ 2.5 รวม 3 วัน 2 คืน


1.ถั่วเขียวแช่น้ำ 1 คืน




2.วางใบตองแล้วตามด้วยถั่วเขียว

3.ปิดด้วยใบตองอีกที


4.ใช้ไม้ขัด  แช่น้ำแล้วเก็บไว้ที่ร่มและมืด

5.ครบวันที่ 3 เปิดออกดู 

6.เตรียมเมนูเด็ดไว้ทานกับถั่วงอก





























พอถึงวันที่ 3 ตอนบ่าย ก็เตรียมเมนูที่ชอบ พร้อมกับเปิดม่านสีเขียวเพื่อพบกับน้องสาวขาวอวบแสนอร่อย และปลอดภัย ประมาณ 1 กิโลกรัม เท่านี้ก็อูย  น้ำลายหก ขอตัวไปทานหอยทอดก่อนนะ

        ก่อนไป มีเพื่อนๆหลายคนนำวิธีข้างบนไปลองทำ แต่ไม่สำเร็จ บางทีก็เน่าบ้าง ขึ้นราบ้าง  ความลับของความสำเร็จอยู่ที่ความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้ และเมล็ดถั่ว โดยเฉพาะ เมล็ดถั่วที่แตกหรือเน่า ต้องคัดทิ้งเสียก่อน  รวมถึงเวลาเพาะต้องไม่ให้น้ำจนชื้นอยู่ตลอดเวลา หรือแฉะเกินไป
        
        สำหรับถั่วงอกที่ได้ ควรล้างทำความสะอาดแยกเอาเปลือกเขียวออก และปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ก่อนที่จะใส่ถุงพลาสติกพองลม หรือใส่ในกล่องพลาสติกเข้าตู้เย็น จะสามารถรักษาความสดไว้ได้นานกว่า 2 สัปดาห์ ในขณะที่ถั่วงอกที่ซื้อจากตลาด แม้จะดูสวยอวบกว่าที่เพาะเอง แต่จะมีอายุเพียง 2-3 วันเท่านั้น


เกร็ดเล็กๆเรื่องสารฟอกขาวหรือสารฟอกสี

ตามปกติสารเคมีที่เป็นอันตรายที่ใช้ในอาหารนั้น    จะมีบางชนิดที่อนุญาตให้ใส่ลงในอาหารได้ในปริมาณที่กำหนด หรือที่เรียกว่าวัตถุเจือปนอาหาร เพื่อปรับปรุงคุณภาพของอาหารให้ดีขึ้น แต่สารเคมีบางชนิดเป็นสารที่ไม่อนุญาตหรือห้ามใช้ในอาหารเนื่องจากเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างร้ายแรง เช่น สารบอแรกซ์ (ผงกรอบ)  ซาลบูทามอล (สารเร่งเนื้อแดง)  กรดซาลิซิลิค (สารกันรา) ฟอร์มาลิน (สารคงความสด) และโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ (สารฟอกขาว) เป็นต้น  
สำหรับสารฟอกขาวที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารได้ แต่ถ้าใช้เกินปริมาณที่กำหนดจะเกิดอันตรายได้ เช่น โซเดียมซัลไฟต์ในปริมาณที่เกินกำหนด    จะมีผลทำให้เกิดมีสารกำมะถันตกค้างในอาหารในปริมาณสูงและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคหอบ หืด อ่อนเพลีย และผู้ที่ออกกำลังมาก
สารฟอกขาวที่ใช้ในอาหารนั้นมีหลายชนิด       แต่ที่นิยมใช้กันในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารก็คือสารเคมีในกลุ่มซัลไฟ ต์ ได้แก่
            - สารประกอบซัลไฟต์ เช่น แคลเซียมซัลไฟต์ โซเดียมซัลไฟต์ โพแทสเซียมซัลไฟต์
            - สารประกอบไบซัลไฟต์ เช่น  โพแทสเซียมไบซัลไฟต์    ใช้ป้องกันการบูดเสียของอาหารได้ด้วย
            - สารประกอบเมตาไบซัลไฟต์ เช่น โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ 
ส่วนสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์หรือผงซักมุ้ง (หรือชื่ออื่นคือ โซเดียมไดไธโอไนต์) เป็นสารฟอกสีที่เป็นอันตรายกระทรวงสาธารณสุขไม่อนุญาตให้ใช้สารชนิดนี้เจือปนในอาหาร เพราะมีความเป็นพิษค่อนข้างสูง สารนี้หากสัมผัสผิวหนังจะทำให้ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง ถ้าบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสอาหาร เช่น  ปาก  ลำคอ  และกระเพาะอาหาร  หากกินเข้าไปมาก ๆ  จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง   เวียนศีรษะ  อาเจียน  อุจจาระร่วง   ความดันโลหิตลดต่ำลง แน่นหน้าอก    หายใจไม่สะดวก    หลอดลมหดตัว   ทำให้หอบหืด   ในผู้ที่เป็นโรคนี้อยู่แล้วอาจช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้

ที่มา : คณาจารย์ ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร http://www.pharm.su.ac.th/cheminlife/cms/index.php/kitchen-room/7-sodium-hydrosulfite.html สืบค้น 1 มิ.ย. 2555

อ้างอิง
1) http://www.oatthailand.org/index.php/vegatable-organic/
2) สารานุกรมผัก (นิตยสารครัว) อ้างใน http://saya.exteen.com/20071025/entry
5) ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร http://www.pharm.su.ac.th/cheminlife/cms/index.php/kitchen-room/7-sodium-hydrosulfite.html